ก็เป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ เมื่อ คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ แถลงตัวเลข จีดีพีไตรมาส 4/2568 ออกมาดีเกินคาด จากที่คาดว่าจะโตได้เพียง 1% แต่จีดีพีไตรมาส 4/2568 กลับโตถึง 2.5% ส่งผลให้จีดีพี 2568 ทั้งปีขยายตัวได้ 2.4% สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 2% แต่ก็ยังตํ่ากว่าปี 2567 ที่ขยายตัว 2.9% แม้แต่เลขาธิการสภาพัฒน์ก็ยังประหลาดใจ “เพราะคาดการณ์ภายในไว้แค่ 1% แต่ข้อมูลจริงพุ่งขึ้นจากเครื่องชี้วัดหลายตัวค่อนข้างแรง เรียกว่าเป็น Happy Problem ที่ผ่านมาทุกสำนักเศรษฐกิจมองว่าไตรมาส 4 ไม่ดีหมดเลย ถือเป็นเครดิตทุกภาคส่วน รัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ เอกชนที่ช่วยขับเคลื่อน”ก็เป็นตัวเลขที่ประหลาดใจจริงๆ ปลายปีที่ผ่านมาคุยกับใครก็บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ตัวเลขจีดีพีกลับออกมาดีเกินคาดตัวเลขที่ทำให้จีดีพีไตรมาส 4 ขยายตัวเกินคาด มาจาก “การลงทุนรวม” ที่มีการขยายตัวสูงถึง 8.1% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวเพียง 1.4% เป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2559 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 6.5% การลงทุนภาครัฐขยายตัวสูงถึง 13.3% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ติดลบ 5.3% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งในระบบเศรษฐกิจ การส่งออกขยายตัว 9.4% ชะลอตัวลงจาก 11.5% ในไตรมาสก่อนสรุปแล้วคือ จีดีพีไตรมาส 4 ดีขึ้นจากฝีมือรัฐบาล ฝีมือหน่วยงานรัฐ และฝีมือเอกชน นี่ขนาด ถูกคอร์รัปชันโกงกินไปแล้วกว่า 20– 30% เป็นมูลค่ากว่า 500,000 ล้านบาทแล้ว ถ้าไม่ถูกโกงกิน จีดีพีปี 2568 น่าจะโตได้กว่า 3% นี่คือศักยภาพที่หายไป การทุจริตคอร์รัปชันจึงเป็นมารร้าย ที่ทำลายประเทศไทยและอนาคตคนไทยทุกคนคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง เปิดเผยว่า จากโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดช่วงปลายปี 2568 และผลสัมฤทธิ์จากนโยบาย Quick Big Win จะเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง กระทรวงการคลังคาดว่า จีดีพีพื้นฐานปี 2569 อยู่ที่ 2% เป็นเกณฑ์ต่ำที่เชื่อว่าทำได้แน่นอน หากสามารถรักษาความเชื่อมั่น เร่งการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการมีรัฐบาลเดินหน้านโยบายได้อย่างต่อเนื่อง การเติบโตอาจขยับขึ้นสู่ระดับ 3% พลัส หรือมากกว่า 3%คุณเอกนิติ บอกว่า “จากเดิมไทยถูกมองเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย ในฐานะหมอเอก วันนี้คนป่วยเราเอาออกจากไอซียูแล้ว ต่อไปคือจะทำอย่างไรให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งขึ้น เราต้องออกกำลังกายทำให้ร่างกายแข็งแรง ให้พร้อมวิ่งได้อย่างเต็มศักยภาพ”ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ สิ่งสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งทำคือ การรักษา “โมเมนตัม” ของเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2568 ให้มีแรงพุ่งต่อในปี 2569 ให้ได้ การเร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วเป็น “โมเมนตัมสำคัญ” ในการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้เกิดขึ้นกับนักลงทุน อย่างต่อเนื่อง และในรัฐบาลใหม่ต้องไม่มีรัฐมนตรีที่มาจากนักการเมืองสีเทา นักการเมืองที่มีประวัติคอร์รัปชัน เพื่อสร้างความศรัทธาและเชื่อมั่นในรัฐบาล สิบกว่าปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้ว รัฐบาลที่มีรัฐมนตรีสีเทาทุกรัฐบาล ได้ทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยลงอย่างยับเยิน นี่เพิ่งจะฟื้นจีดีพีปลายปี 2568 ที่โตขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนสำคัญที่ต้องยอมรับ ก็คือ ความกล้าหาญ ของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ พรรค ภูมิใจไทย ที่กล้าแต่งตั้ง 3 รัฐมนตรีคนนอก คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ามาคุม 3 กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ช่วยกู้ชีพเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นกลับมาได้อย่างไม่น่าเชื่อนี่คือ ความจริงที่พิสูจน์แล้ว ประเทศไทยต้องการ รัฐมนตรีที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ เพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมา แค่ ตั้งรัฐมนตรีมืออาชีพ 3 คน ทำงานแค่ 2 เดือนเศษ ก็สามารถปลุกเศรษฐกิจให้โตกว่าคาดถึงหนึ่งเท่าครึ่ง ถ้า ครม.ชุดใหม่ นายกฯอนุทินแต่งตั้ง คนดีมีฝีมือมาคุมกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมด ผมเชื่อว่าจีดีพีไทยจะโตแบบก้าวกระโดดขึ้นไปถึง 3–4% เลยทีเดียว ไม่มีเทาเศรษฐกิจเราโตแน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม