“ไชยชนก” รีบปัด “เนวิน” สกัดกล้าธรรม ย้ำชัดภูมิใจไทยคุมเบ็ดเสร็จด้านเศรษฐกิจ-ความมั่นคง ยังไม่จัดสรรปันส่วน จนกว่าจะรู้ผลทางการ แต่กวาดเกลี้ยงกระทรวงเกรดเอไม่แบ่งให้ใคร ทั้ง “มหาดไทย-กลาโหม-คลัง-พาณิชย์-เกษตรฯ-อุตฯ-คมนาคม-พลังงาน-ท่องเที่ยว-ดีอี-ยุติธรรม” สะพัด “เสี่ยหนู” ขยับนั่งควบ กห. ลดชั้น “บิ๊กเล็ก” รมช.กห. ดัน “ลูกรักเนวิน” ผงาดขึ้น มท.1 “ผู้กอง” ลั่นอยู่ไหนก็ได้ถ้า “กล้าทำ” ยันไม่หวง ก.เกษตรฯ ไม่ติดพรรคหลักจะเอาไปทำ เย้ย พท.-พรรคเล็กชิงมอบตัวเร็ว “ไผ่” แย้มต่อสายคุยกับเลขาฯ ภท.ไร้เงื่อนไข “ณัฐพงษ์” โต้ “แก้วตา” ยันไม่มี “ไอโอส้ม” ไม่ขัด “กล้าธรรม” ถูกเตะโด่งมาเป็นฝ่ายค้านการจัดตั้งรัฐบาลยังอยู่ในช่วงชิงไหวชิงพริบปล่อยข่าวกดดันกันไปมา ล่าสุดนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ระบุยังไม่มีการประสานจากพรรคกล้าธรรม พร้อมกับย้ำยังไม่มีการจัดสรรปันส่วนกระทรวงให้กับพรรคร่วม ท่ามกลางกระแสข่าวมีการผลักดันให้นายไชยชนกผงาดขึ้นเป็น รมว.มหาดไทยภท.เปิด 2 พรรคเล็กหนุน “อนุทิน”เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 ก.พ. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย พร้อม น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวพรรคเล็กที่มาแสดงเจตจำนงสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี น.ส.แนนกล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อชาติไทย นำโดยนายพงษ์ฐวัฒน์ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรคและว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ และนายอชินาธิรัตน์ ฉัตรทวีวรชัย ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ รวมถึงนายปรีชา ไข่แก้ว ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคมิติใหม่ ทั้ง 2 พรรคแสดงความประสงค์ และแสดงเจตจำนงชัดเจนสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาล“ไชยชนก” เผย กธ.ยังไม่ติดต่อมาต่อมานายไชยชนกให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล หลังมีกระแสข่าวจะไม่เชิญพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลว่า เราแสดงเจตจำนงตั้งแต่ต้นว่าจะคุยกับทุกพรรคตามลำดับ แล้วแต่ใครที่แสดงเจตจำนงจะมาร่วมงานกับเรา ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ยังไม่มีการประสานงานมาจากพรรคกล้าธรรม เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่านายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ไปพูดคุยกับพรรคกล้าธรรม นายไชยชนกตอบว่า นายเนวินเกี่ยวอะไร เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ประกาศไปแล้วว่าจะพูดคุยกับทุกพรรค และต้องรอผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นไปตามที่แถลงว่าตอนนี้มีพรรคเพื่อไทย และพรรคเล็ก เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่จะมีการดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมรัฐบาลแทนพรรคกล้าธรรม นายไชยชนกตอบว่าสุดท้ายต้องรอผลเลือกตั้ง โจทย์ต้องตั้งให้เร็วที่สุดอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคว่าจะแสดงเจตจำนง และตัดสินใจได้เร็วแค่ไหนฮุบกระทรวงเกรดเอไม่แบ่งให้ใครผู้สื่อข่าวถามว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเป็นต้องอยู่กับภูมิใจไทยหรือไม่ นายไชยชนกตอบว่า ต้องดูข้อสรุปจาก กกต. ดูสมการ และการพูดคุยกับทุกพรรค รวมถึงข้อเสนอแต่ละพรรคก่อน ขณะที่กระทรวงเศรษฐกิจต้องอยู่กับภูมิใจไทย เพราะเป็นนโยบายของพรรคอยู่แล้ว ที่จะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็น รมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็น รมว.พาณิชย์ ส่วนต้องรวมไปถึงกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงคมนาคมด้วยหรือไม่ ต้องรอการพูดคุย โดยพรรคภูมิใจไทยต้องรอดูผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพมากพอ สามารถร่วมงานกับใครก็ได้ คิดว่าตราบใดพรรคที่มาร่วมรัฐบาลมีเจตนาทำเพื่อประเทศชาติ สามารถร่วมงานกันได้ เช่นเดียวกับกระทรวงด้านความมั่นคง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะจับมือกับใคร ก็ไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวล ช่วงที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มี 70 เสียง เราสามารถต่อสู้ยืนหยัด และปกป้องด้านความมั่นคงอธิปไตย และปัญหาอื่นที่รุมเร้าประเทศได้ แต่วันนี้เราเป็นพรรคที่มีเกือบ 200 เสียง จุดยืนเรายังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะจับมือกับใครก็ยืนหยัดที่จะทำเพื่อประเทศชาติเหมือนเดิมไม่จัดสรรปันส่วนจนกว่ารู้ผลทางการนายไชยชนกกล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เชิญใครมาร่วมรัฐบาล แต่ได้ประกาศไปว่าพร้อมพูดคุยกับทุกพรรคที่มีเจตนาจะเข้าร่วมรัฐบาล ขณะนี้มีพรรคตามที่ได้แถลงไปเป็นผู้ติดต่อมา เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ติดต่อมาเองใช่หรือไม่ นายไชยชนกตอบว่า เป็นการประสานงานมา ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับพรรคเพื่อไทยแล้ว เช่น กระทรวงเกษตรฯ หรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนั้น ยังไม่มีการแบ่งกระทรวง จนกว่าจะมีการยืนยันผลการเลือกตั้ง“อนุทิน” เข้ามาทำเนียบเกือบเที่ยงสำหรับความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลในเวลา 11.50 น. ตามด้วยรถของนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนหน้านี้มีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข มารอนายกฯที่ตึกไทยคู่ฟ้าตั้งแต่เวลา 10.30 น. และช่วงบ่ายนายอนุทินมีกำหนดการเป็นประธานพิธีเปิดงานฉลองครบรอบ 141 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ ที่อาคาร Saint Louis-Marie Memorial Building โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ถนนเจริญกรุง ส่วนความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 วันนี้มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเยือนถิ่นเก่าอัสสัมชัญครบ 141 ปีช่วงบ่ายที่โรงเรียนอัสสัมชัญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะศิษย์เก่าเป็นประธานในพิธีเปิดงานฉลองครบรอบ 141 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ มี ผอ.โรงเรียน ผู้บริหาร เพื่อนร่วมรุ่น และตัวแทนเด็กนักเรียนมาต้อนรับ จากนั้นนายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวไม่ดึงพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ให้ไปเป็นฝ่ายค้านว่า ไม่จริง เมื่อถามย้ำว่านายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค กธ. คาดการณ์ว่าการประชุมครม. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. มีโอกาสได้พูดคุยกับนายกฯ นายอนุทินตอบว่า ต้องคุยกับทุกพรรคอยู่แล้วจับตา “ไชยชนก” ผงาดคุมมหาดไทยผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจัดตั้งรัฐบาล หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาระบุว่าพรรคภูมิใจไทยจะคุมกระทรวงด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจเอาไว้ทั้งหมด ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงพลังงาน นายอนุทินจะนั่งควบนายกฯและ รมว.กลาโหมเอง แล้วให้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ลดชั้นลงไปเป็น รมช.กลาโหม ที่น่าจับตาคือกระทรวงมหาดไทย มีชื่อนายไชยชนก ชิดชอบ พาสชั้นขึ้นเป็น รมว.มหาดไทย เพราะมีประสบการณ์กำกับดูแลกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมาแล้ว“ผู้กอง” กบดานเงียบเดินเกมต่อรองผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคกล้าธรรม บรรยากาศภายในพรรคยังคงไร้วี่แวว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแกนนำคนสำคัญเดินทางเข้าพรรค ท่ามกลางสื่อมวลชนหลายสำนักมาปักหลักรอกันตั้งแต่เช้า เพื่อรอความชัดเจนถึงการเข้าร่วมรัฐบาล หลังจากเริ่มมีกระแสข่าวหนาหูว่า นายเนวิน ชิดชอบ ผู้นำจิตวิญญาณพรรคภูมิใจไทย ยื่นคำขาดให้พรรคกล้าธรรมคืนโควตากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้จะผลักให้ไปเป็นฝ่ายค้านทันที โดยพร้อมทาบทามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมรัฐบาลแทน ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวล่าสุดมีรายงานว่า ในวันนี้ ร.อ.ธรรมนัสไม่ได้เดินทางเข้ากระทรวงเกษตรฯ ยังคงเก็บตัวเงียบเพื่อเจรจาต่อรองกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ขณะเดียวกันแกนนำพรรคกล้าธรรมคนอื่นๆ ก็กำลังรอสัญญาณจาก ร.อ.ธรรมนัสเช่นเดียวกันเย้ย พท.-พรรคเล็กชิงมอบตัวก่อนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า เรื่องตั้งรัฐบาลติดตามข่าวยังไม่ได้คุยกับใครเลย ยังไม่มีการต่อรอง ต้องดูความชัดเจน กกต.ก่อนถึงจะคุยกัน เมื่อถามถึงจุดยืนพรรค กธ. ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า ยืนอยู่ในที่ตั้ง ทุกครั้งไม่เคยไปออกหน้าหรือสู่ขอใคร ส่วนใหญ่จะให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคทํา ยืนยันกับนายอนุทินไม่มีอะไรจริงๆ เจอกันให้กำลังใจกัน ไม่มีข้อเสนออะไร และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนายเนวิน อย่าพยายามดึงลงมา พรรค กธ.จะตัดสินใจทำอะไร เป็นอำนาจของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ส่วนตนจะไปคุยหลังไมค์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง พรรคส่วนใหญ่ที่ไปพบพรรค ภท. เป็นการมอบตัวเอง หรือไปแสดงความยินดีมากกว่า อย่าไปแสดงตัวว่าอยากเป็นหรือไม่อยากเป็น หรือต่อต้าน ไม่ใช่สไตล์ตน ไม่เคยคิดจะทำใครก่อน ส่วนการเลือกตั้งที่ผ่านมามองเป็นเรื่องปกติ ไม่เช่นนั้นก็เป็นการฮั้วเลือกตั้ง เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ เมื่อลงสนามไม่ฟังใครทั้งนั้น และวันที่ 17 ก.พ. ประชุม ครม.ถ้ามีโอกาสจะทานข้าวเที่ยงกับนายอนุทิน ไม่มีต้องหนี ไม่มีโกรธกัน ขอสื่ออย่ามโนไปเองไม่ติดพรรคหลักเอาเกษตรฯไปทำเมื่อถามว่าจุดยืนของพรรค กธ.ยังคงยึดกระทรวงเกษตรฯอยู่อีกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า ขอให้ฟังให้ชัดการเป็นนักการเมืองจะไปยึดกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ มันไม่ใช่ การจัดสรรหรือเจรจาอยู่ที่แกนนำพรรค ไม่ใช่ว่าตนจะอยู่ที่นี่ตลอดเวลา เป็นการผิดมารยาทมากนะ เมื่อถามว่าพรรค ภท.ต้องการกระทรวงเกษตรฯคืน ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า มีแต่สื่อนำเสนอเองทั้งนั้น เราไม่ไปเดินเกมรวบเสียงพรรคเล็กเพื่อไปต่อรองกับพรรคภท. เพราะการตั้งรัฐบาลชุดที่แล้วเราก็อยู่ด้วยกัน จะทำไปเพื่ออะไร พรรค กธ.เป็นอะไรก็ได้ขอให้ได้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่หากได้นั่งที่เดิมก็จะทำตามนโยบายที่หาเสียงกับประชาชนต่อ แต่ถ้าพรรคหลักอยากเอาไปทำ เราไม่มีปัญหา ขอให้ทำนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เชื่อว่าไม่ว่าพรรคไหนนั่งตรงนี้ หากนโยบายที่ตนทำมาถ้าไม่เอามาทำก็อยู่ลำบาก การให้ข่าวกับสื่อว่าพรรคนั้นจะได้นั่งกระทรวงนี้ ทำให้ข้าราชการวางตัวลำบาก“เท้ง” ยันขอ Laser ID ตาม ปค.กำหนดที่ศาลอาญา ถนนรัชดา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์กรณีการรับสมัครสมาชิกของพรรค ปชน. ที่ให้ผู้สมัครกรอกเลข Laser ID ด้านหลังบัตรประจำตัวประชาชน ควบคู่กับเลขบัตร 13 หลัก อาจเสี่ยงทำให้เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลว่า ยืนยันว่าเราไม่ได้มีการเก็บข้อมูลอะไรที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล การขอเลขหลังบัตรประชาชนเป็นไปตามกรมการปกครองเปิดช่องทาง เพื่อยืนยันความถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าการสมัครสมาชิก หรือการทำธุรกรรมเป็นไปตามที่ กกต.กำหนด เพื่อยืนยันว่าเป็นประชาชนตัวจริง จึงเป็นสาเหตุให้เราเก็บข้อมูลเลขหลังบัตรประชาชนมาใช้ยืนยันตามที่กรมการปกครองกำหนดไม่มี “ไอโอส้ม” ตามที่ “แก้วตา” ปูดเมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. พรรค ปชน.บ้างหรือไม่ หลังออกมาให้ข้อมูลโจมตีพรรค นายณัฐพงษ์ตอบว่า มีตัวแทนพรรคพูดคุยอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวยังไม่ได้ยกหูคุยกันโดยตรง เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่หลังจากนี้ น.ส.ธิษะณาจะออกมาเปิดเผยข้อมูลของพรรคเพิ่มเติม นายณัฐพงษ์ตอบว่า หลายอย่างที่ น.ส.ธิษะณาออกมาสื่อสาร ยืนยันว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง เช่น ที่ใช้คำว่า “io ส้ม” พรรค ปชน.ไม่เคยมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบนั้น เราอาจมีทีมที่เรียกว่า Social Monitoring หรือ Social Listening จริง เพื่อติดตามความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ แต่ไม่ได้มีหน่วยงานเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หรือชี้นำความคิดของสังคม เช่น มีทีมงานไปคอยตอบคอมเมนต์ใต้โพสต์ต่างๆ ที่เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อันนี้ไม่มีแน่นอนขอปฏิเสธไม่ขัด “กล้าธรรม” มาเป็นฝ่ายค้านนายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยพยายามบีบพรรคกล้าธรรมเรื่องโควตารัฐมนตรี จนอาจต้องมาเป็นฝ่ายค้านว่า ไม่น่าติดขัดอะไร เพราะคนที่เป็นฝ่ายค้านคือคนที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ที่ผ่านมาในอดีตพรรคฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพอยู่แล้ว เพราะเรามีกลไกในสภา เช่น กลไกวิปฝ่ายค้านในการทำงานร่วมกัน ฉะนั้นการที่พรรคใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นพรรคกล้าธรรม หรือพรรคอื่นๆ มาทำงานในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ไม่จำเป็นต้องมาแสดงจุดยืนว่ามีจุดยืนที่เหมือนหรือแตกต่างกับพรรค ปชน. แต่ขอแค่ทุกคนมาทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน คือตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มแข็งแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว“ไผ่” แย้มคุยเลขาฯ ภท.ไร้เงื่อนไขด้านนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า วันนี้ได้โทรศัพท์พูดคุยประสานกับนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ภท. เรียบร้อยแล้ว พรรค กธ.ไม่มีข้อต่อรองหรือเงื่อนไขใดๆทางการเมืองทั้งสิ้นตามที่เป็นข่าว อย่างเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พรรค กธ.ยึดผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ และคาดการณ์ว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 ก.พ. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกธ. จะมีโอกาสพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หัวหน้าพรรค ภท. ส่วนการเปิดตัวพูดคุยกันอย่างเป็นทางการรอความชัดเจนอีกครั้ง“ชัยวุฒิ” หวัง “ปีหนูทอง” เร่งแก้ ศก.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (รช.) กล่าวหลังร่วมอวยพรประชาชนเนื่องในเทศกาลตรุษจีนว่า ปีนี้ถูกมองว่าเป็นปีม้าทอง และเรากำลังจะได้นายกฯที่ชื่อ “หนู” จึงหวังให้เป็นปีหนูทองของประชาชนจริงๆ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่หาเสียงไว้ต้องรีบทำทันที เพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนที่กำลังรอความหวัง ร่วมถึงแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ทุนเทา ทุนดำ เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะมั่นคงเข้มแข็ง ไม่มีใครมาไล่รัฐบาลนี้ได้ หลังจากนี้อีกประมาณ 2 เดือน คาดว่าจะได้รัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานเต็มที่แล้ว โดย กกต.ต้องเร่งกระบวนการรับรอง สส.ให้เป็นไปตามกำหนด เพื่อให้การเปิดสภาเลือกนายกฯเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้มีข้อกังขาเรื่องทุจริตเลือกตั้ง“เท้ง” ปฏิเสธทุกข้อหา “กัลฟ์” ฟ้องหมิ่นเวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา ศาลนัดตรวจหลักฐานและสอบคำให้การจำเลยคดีที่บริษัท กัลฟ์เจพี เอ็นเอส จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาพร้อมเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท กรณีที่นายณัฐพงษ์แถลงข่าวเรียกร้องรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาค่าไฟแพง ในช่วงเดือน ต.ค.2567 นายณัฐพงษ์จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลได้นัดสืบพยานในวันที่ 6-9 ต.ค. และวันที่ 14 ต.ค.2569 จากนั้นนายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่า ให้การในฐานะจำเลยและปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันในความบริสุทธิ์ จากนี้จะสืบพยานช่วงเดือน ต.ค.2569ทนายเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” อัปเดตข่าวที่เรือนจำกลางคลองเปรม นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้าเยี่ยมนายทักษิณเป็นเวลาประมาณ 45 นาที นายวิญญัติเปิดเผยว่า พูดคุยเรื่องสารทุกข์สุกดิบมีการรายงานเรื่องคดี ส่วนเหตุการณ์บ้านเมืองท่านรับรู้รับทราบ ส่วนเรื่องที่มีการร้องให้นับคะแนนใหม่ ได้มีการพูดคุยกันส่วนตัว ท่านก็ให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน ยืนยันว่าทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นแค่การพูดคุยในฐานะประชาชนคุยกัน ท่านยังติดตามข่าวแต่ไม่ได้มีความเห็นอะไร ส่วนการจะเข้าร่วมรัฐบาล ก็เป็นเรื่องของพรรค เพราะพรรคมีผู้บริหาร ส่วนจะดำเนินการอย่างไรอยู่ที่มติในที่ประชุมพรรค ท่านเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งเขมรจับเรือประมงไทยล้ำน่านน้ำอีกเรื่อง มีรายงานข่าวจากหน่วยความมั่นคงว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. เวลา 16.25 น. หน่วยตรวจการณ์ ทางทะเล กองทัพเรือกัมพูชา เข้าควบคุมเรือประมงไทยในพื้นที่ ต.ปากคลอง อ.มณฑลสีมา จ.เกาะกง กัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนทางทะเล ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการโดยชุดตรวจการณ์กาะยอ กองป้องกันเกาะกงนอก หมายเลข 2 ภายใต้กองป้องกันเกาะและชายหาด กองทัพเรือกัมพูชา มีเป้าหมายเป็นเรือประมงไทยชื่อ “ก.โชคบูรพา” หมายเลขทะเบียน 6564-01785 มีนายบุญยัง เกตุแก้ว เป็นเจ้าของและผู้ควบคุมเรือ เบื้องต้นมีรายงานว่าเรือลำดังกล่าวบรรทุกสินค้า ระบุว่าเป็นสินค้าจาก จ.สมุทรสาคร เดินทางออกจากท่าเรือ ป.เกษมศิริ บ้านคลองสน ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ก่อนถูกควบคุมตัวในเขตน่านน้ำกัมพูชา ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะสินค้าและเส้นทางเดินเรืออย่างละเอียด ทั้งนี้ หน่วยงานความมั่นคงเร่งประสานผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) เพื่อยืนยันสถานะความปลอดภัยของลูกเรือจ่อส่งอัยการคดีเครือข่าย “เบน สมิท”ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินรวม 4 คดีสำคัญ รวมมูลค่าประมาณ 13,074 ล้านบาท ได้แก่ คดี น.ส.แตงไทย บ้านมะหิงษ์, นายยิม เลียก กับพวก เจ้าหน้าที่พบข้อมูลการทำธุรกรรมเชื่อมโยงไปยังนายเบน สมิท ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 68 รายการ ทั้งที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือยอชต์ และเงิน รวมมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน คดีนายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group กับพวก ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 68 รายการ รวม 345 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนสำนวนคดียึดทรัพย์ 560 ล้านบาท ของนายก๊ก อาน กับพวก จากการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน ส่งสำนวนคดียึดทรัพย์ 46 ล้านบาท ของนายเอื้ออังกูร สันติรักษ์โยธิน กับพวก ชักชวนให้ประชาชนลงทุนเทรดหุ้น ผ่านกลุ่มไลน์ ปปง.เตรียมส่งสำนวนทั้ง 4 ให้แก่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์สินทั้ง 4 คดี รวมเป็นเงินประมาณ 13,074 ล้านบาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน ในวันที่ 17 ก.พ.นี้กรอบ 90 วันพิจารณาสำนวนส่งศาลมีรายงานจากสำนักงานอัยการสูงสุดระบุว่า หลังจากอธิบดีอัยการคดีพิเศษได้รับสำนวนทั้ง 4 คดีแล้ว คณะทำงานตามคำสั่งของอธิบดีอัยการคดีพิเศษจะตรวจสอบความเรียบร้อยสำนวน มีกรอบเวลา 90 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น สำนวนคดี น.ส.แตงไทยกับพวก ที่เกี่ยวข้องกับนายเบน สมิท มีการยึดทรัพย์รวมกว่า 12,000 ล้านบาทนั้น ปปง.ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์ไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค.2568 ฉะนั้นจะครบกำหนด 90 วันในช่วงต้นเดือน มี.ค.69 คณะทำงานจำเป็นต้องพิจารณาให้ทันตามกรอบเวลา หากสำนวนมีความเรียบร้อยคณะทำงานสามารถพิจารณายื่นฟ้องต่อศาลได้ทันที แต่หากพบว่าจำเป็นต้องมีการสอบสวน จะมีคำสั่งให้ ปปง.หาพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้ทันภายในกรอบเวลา 90 วัน เพื่อให้ทันยื่นฟ้องต่อศาลอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่