พรรคการเมืองผนึกกำลังยื่นเอาผิด กกต. ยก คณะ จ่อยื่นฟ้องรวด 3 ศาล “ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามมาตรา 157 เหตุจัดเลือกตั้งไม่โปร่งใส ไม่เป็นความลับ ส่อทุจริตในหลายหน่วย ล่าสุดเจอใบขีดคะแนนถูกทิ้งที่บ่อขยะ สมุทรปราการ ด้าน “วิโรจน์” ไล่บี้การใส่บาร์โค้ดของ กกต.เป็นการละเมิดสิทธิ ระบบที่ไม่ลับ คือการคุกคามประชาชน ขณะที่ กกต.โต้กลับย้ำจัดทำกระบวนการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง 2569 “โดยตรงและลับ” ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงมั่นใจในมาตรการป้องกันการทุจริต พร้อม เตือนคนไม่ไปใช้สิทธิหย่อนบัตร รีบแจ้งสาเหตุใน 15 ก.พ.นี้ มิฉะนั้นจะถูกจำกัดสิทธิ 5 ประการ นาน 2 ปีครบสัปดาห์หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ รวมถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่กลับพบว่า กกต.มีการจัดพิมพ์คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดเฉพาะที่บัตรเลือกตั้ง ที่สามารถสืบรู้ได้ว่าผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนคือใครและลงคะแนนให้ใคร สร้างความกังขาถึงความโปร่งใสในการทำงานของ กกต.ชุดนี้อย่างมากปชน.หวั่น กกต.ทำข้อมูลหลุดต่อมาเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคประชาชน (ปชน.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน.แถลงความคืบหน้า การติดตามตรวจสอบการทำงานของ กกต.ประเด็นในบัตรเลือกตั้ง มีบาร์โค้ดสามารถแทรกหาต้นขั้วบัตรได้ว่า เมื่อวานนี้ (13 ก.พ.) กกต.มีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว ว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิได้ ในเชิงทฤษฎี เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับ ไม่ว่าจะเก็บไว้อย่างดีแค่ไหน หากเข้าถึงตัวเลขได้ก็เสี่ยง หรือหากมีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ทุจริต ถ่ายภาพบัตรต้นขั้ว ออกมาก็ทำได้ แม้ กกต.จะชี้แจงว่าทำเพื่อความปลอดภัย แต่การใส่บาร์โค้ดเปิดช่องขนาดใหญ่ ที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และเป็นภัยกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นการมีบาร์โค้ดอยู่ในบัตรเลือกตั้ง อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปด้วย หากในอนาคตข้อมูลรั่วไหลออกไปจะส่งผลต่อการเลือกตั้ง สร้างการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง ฟ้องศาลอาญาฯ เอาผิด กกต.ยกคณะนายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า พรรค ปชน.ยืนยัน ตรวจสอบไม่ใช่เพื่อการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง แต่ต้องการปกป้องเสียงของประชาชน ต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่จงใจทุจริต ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย จึงได้มอบหมายให้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย รวบรวมข้อเท็จจริง ทำคำร้อง ยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ดำเนินคดี กับ กกต.และเลขา กกต.ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ผู้สมัคร สส.–ปชช.ร้องเรียนอื้อด้านนายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรค ปชน. แถลงข่าวภาพรวมเรื่องร้องเรียน ที่ผู้สมัคร สส.พรรค ปชน. และประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ในส่วนผู้สมัคร สส.ของพรรค รับเรื่องร้องเรียนมาทั้งหมด 57 เรื่อง ฝ่ายกฎหมายทำเรื่องไปยัง กกต.ขอให้มีการตรวจสอบแล้ว 37 เรื่อง ส่วนการร้องเรียนของประชาชนผ่านเว็บไซต์ report69 ยอดทั้งหมดกว่า 4,000 เรื่อง ตรวจสอบแล้วพบว่ามีข้อมูลและข้อเท็จจริงที่จะไปสู่การร้องเรียนได้ 1,260 เรื่อง ฝ่ายกฎหมายดำเนินการตรวจสอบ และส่งให้ผู้สมัคร สส.ของพรรคร้องคัดค้านการประกาศผลต่อไปพบทิ้งใบขีดคะแนนที่บ่อขยะรองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวอีกว่า หัวข้อที่เป็นเรื่องร้องเรียนใหม่ที่ จ.สมุทรปราการ เขต 6 มีประชาชนส่งคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่า มีการทิ้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงใบขีดคะแนน (สส. 5/11) ที่บ่อขยะแห่งหนึ่งใน จ.สมุทร ปราการ โดยเอกสารดังกล่าว ระบุวันที่ 8 ก.พ.และระบุหน่วยเลือกตั้งด้วย จุดดังกล่าวไม่ใช่จุดรวมหีบ หรือจุดยุบหีบเหมือนกรณีชลบุรี เขต 1 อย่างแน่นอน เพราะเห็นชัดเจนว่าเป็นบ่อขยะ และจุดรวมหีบของสมุทรปราการ เขต 6 เองอยู่ห่างจากจุดของบ่อขยะนี้ถึง 8 กิโลเมตร ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีใครคนใดคนหนึ่งนำมาทิ้งไว้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอให้ กกต. และ กกต.สมุทรปราการ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และชี้แจงต่อประชาชนโดยเร็วว่า เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร โดยประชาชนที่ส่งหลักฐานเข้ามาได้ลงบันทึกประจำวันกับสถานีตำรวจไว้แล้ว ในวันที่ 16 ก.พ.นี้ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 6 ของพรรคคือ นายวีรภัทร คันธะ จะนำหลักฐานนี้ไปร้องต่อ กกต.ด้วยเช่นกัน“วิโรจน์” จวกมีบาร์โค้ดส่อคุกคาม ปชช.ขณะที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กว่า ระบบที่ไม่ลับคือการคุกคามประชาชน การที่ กกต.ออกมายอมรับว่าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่ทำให้ตรวจสอบได้ว่า ประชาชนคนไหนเลือกอะไร เท่ากับว่า กกต.ยอมรับแล้วว่า ระบบการเลือกตั้งที่จัดโดย กกต.ไม่เป็นความลับอีกต่อไป เพราะระบบการเลือกตั้งที่เป็นความลับ จะต้องไม่มีใครที่สามารถรู้หรือตรวจสอบได้เลยว่าบัตรเลือกตั้งใบไหนเป็นของใครย้ำเจตนารมณ์ รธน.ลต.เป็นความลับนายวิโรจน์ระบุอีกว่า ระบบการเลือกตั้งที่เป็นความลับ เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องการปกป้องคุ้มครองการใช้สิทธิของประชาชน ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าทุกคนจะมีเสรีภาพในการเลือก โดยปราศจากการคุกคามของผู้ใด ระบบที่ไม่เป็นความลับที่ตรวจสอบได้ว่า ใครกาอะไร ต่อให้ความลับยังไม่แตก แต่ระบบที่ไม่ลับ ผู้มีอิทธิพลสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการข่มขู่ประชาชนได้ เช่น การขู่ประชาชนว่าเช็กบาร์โค้ดได้ว่าใครกาอะไรบ้าง รู้แล้วกันว่าใครรับเงินแล้วไม่กาเลือก จากนั้นส่งคนไปทำร้ายคนที่เป็นปรปักษ์ในพื้นที่ แล้วอ้างว่ารู้ว่าคนนั้นรับเงินแล้วไม่เลือก แค่นี้ประชาชนในพื้นที่ก็หวาดระแวงกันแล้ว คนที่รับเงินซื้อเสียงจะไม่กล้าที่จะกาให้เบอร์อื่นชี้หลักการลงคะแนนถูกสั่นคลอนส่วนนายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “Chao Meekhuad” เรื่อง บัตรเลือกตั้งติดรหัส อาจทำให้การเลือกตั้งติดล็อก มีเนื้อหาระบุว่า คำชี้แจงของ กกต.ยิ่งทำให้ประเด็น “บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ด” ชัดเจนขึ้นในทางที่น่ากังวลกว่าเดิม ข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันแล้วคือบาร์โค้ดนั้น “สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังข้อมูลผู้ลงคะแนนได้” เพียงแต่ยืนยันว่าจะเก็บเป็นความลับ และเข้าถึงได้เฉพาะตามมติ กกต.ในกรณีมีคำร้องทุจริตเท่านั้น คำชี้แจงทั้งหมดนี้ กลับยิ่งตอกย้ำปัญหาเชิงหลักการ รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 85 บัญญัติชัดว่าการเลือกตั้งต้องเป็น ‘การออกเสียงโดยตรงและลับ’ คำว่า “ลับ” ตามเจตนารมณ์ไม่ได้หมายถึง ‘เปิดได้ แต่เปิดยาก’ หรือ ‘เปิดได้ แต่เปิดเฉพาะบางคน’ แต่หมายถึงต้องไม่มีใครสามารถเชื่อมโยงได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร ความลับของบัตรเลือกตั้งจึงต้องเป็นความลับโดยโครงสร้าง ไม่ใช่ความลับที่ต้องอาศัยความเชื่อใจ ตราบใดที่ระบบถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลได้ หลักการความลับของการลงคะแนนก็ถูกสั่นคลอนตั้งแต่ต้นทางแล้ว ย้ำเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบนายเชาว์ระบุต่อว่า ระเบียบข้อ 129 เป็นกฎหมายลำดับรอง ไม่อาจขยายอำนาจไปกระทบสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดได้ การป้องกันบัตรปลอมเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่อาจแลกกับหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง มีวิธีป้องกันบัตรปลอมอีกมากที่ไม่ต้องทำให้ “ความลับ” ในการลงคะแนนตกไปอยู่ในมือของ กกต.เพราะหากบัตรเลือกตั้งสามารถย้อนกลับไปหาตัวผู้ลงคะแนนได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดการเลือกตั้งนั้นย่อมขัดกับหลัก “ออกเสียงโดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบทสท.ฟ้อง กกต.จัด ลต.ไม่สุจริตด้านนายศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) พร้อมนายภัชริ นิจสิริภัช อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและกรรมการบริหารพรรค และนายโรจนินท์ ศิริเบญญาภิรมย์ อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรค ทสท. ร่วมแถลงถึงการตั้งคณะทำงานรวบรวมหลักฐานพยานการทุจริตเลือกตั้งว่า พรรคขอเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของ กกต. ที่ส่อว่าจะมีการทุจริตมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย โดยคณะทำงานของพรรคจะลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานพยานต่างๆ ขอย้ำว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 41 (2) (3) และมาตรา 50 (1) และมาตรา 51 ให้สิทธิประชาชน สามารถร้องทุกข์และฟ้องหน่วยงานของรัฐเพื่อพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบได้เจอบัตรเขย่งจำนวนมากนายศุชัยวุธ กล่าว อีกว่า ขณะนี้พรรคได้รับ ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์จากประชาชนจำนวนมากที่ส่อให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นความแตกต่างของจำนวนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อในบางเขต (บัตรเขย่ง) ที่มีจำนวนห่างกันนับหมื่นใบ รวมถึงการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาการซื้อเสียงที่ปรากฏเป็นข่าว แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่า กกต. ได้จัดการกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่อย่างไร อันอาจจะเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ย้ำจัด ลต.ไม่ลับจ่อร้อง 3 ศาลด้านนายภัชริกล่าวว่า ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างระเบียบ กกต. และรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะมาตรา 85 ที่ระบุชัดเจนว่า การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ แต่จากการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งพบว่า มีการระบุรหัส บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดที่สามารถสืบสาวกลับไปยังต้นขั้ว และระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ อันอาจขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ แม้ กกต.อ้างว่า จะมีการจัดเก็บอย่างดีเพื่อเป็นความลับ และปลอดภัยก็ตาม พรรคไทยสร้างไทยจึงเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากการจัดการและควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (1) (2) มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เห็นควรยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ เพื่อให้เห็นว่าคนไทยมีสิทธิร้องทุกข์และฟ้องหน่วยงานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 41 (2) (3) และมาตรา 50 (1) และมาตรา 51 เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคะแนนเสียงประชาชน และสร้างบรรทัดฐานความถูกต้องให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้สืบไปศาล ปค.ออกเลขรับคดีขอระงับผล ลต.ส่วนกรณีนายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย ทนายความ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เกี่ยวกับกรณีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะสามารถแทร็กถึงตัวบุคคลที่จะลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งใบนั้นๆได้ จึงขอให้ระงับการรับรองผลเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อค่ำวันที่ 13 ก.พ. นายธนูโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กมีเนื้อหาระบุว่า ศาลปกครองกลางออกหมายเลขคดีดำที่ 304/2569 หลังยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองกลาง ผ่านทาง e-fling ขอให้ 1.จัดเลือกตั้งใหม่ โดยพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้ไม่สามารถแทร็กกลับได้และเผาทำลายบัตรเลือกตั้งเดิมที่ได้ลงคะแนนไว้แล้วทั้งหมดขอให้พิจารณาคำฟ้องเร่งด่วน2.ขอให้พิพากษาตามข้อ 1.เป็นการเร่งด่วนตามข้อ 49/2 ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง เนื่องจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปนั้น เป็นเรื่องที่กระทบประโยชน์สาธารณะเป็นอย่างสูง เป็นกลไกกำหนดทิศทางของประเทศ ในส่วนของการเผาทำลายบัตรเลือกตั้งที่ผ่านการลงคะแนนมาแล้ว หากปล่อยให้เนิ่นช้าไป อาจมีการสืบย้อนกลับว่าผู้ลงคะแนนแต่ละคนลงคะแนนให้ผู้สมัครผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดได้ 3.ขอให้ระงับการประกาศรับรองผลเลือกตั้งไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา 4.ขอให้ศาลมีคำสั่งตามข้อ 3.โดยเร่งด่วนตามข้อ 76/1 ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง เพราะผู้ถูกฟ้องคดีอาจประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเมื่อใดก็ได้ ซึ่งเมื่อรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ย่อมเกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยากกต.ย้ำทำตาม รธน.กำหนดต่อมาเวลา 16.30 น. ศูนย์ต่อต้านข่าวเท็จ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกเอกสารชี้แจงระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวจากแหล่งต่างๆว่า บัตรเลือกตั้ง สส.ที่มีการจัดพิมพ์รหัส เพื่อใช้เป็นมาตรการควบคุมและรักษาความปลอดภัยไว้บนบัตรเลือกตั้งในรูปแบบบาร์โค้ด อาจทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยตรงและลับนั้น กกต.ขอชี้แจงว่า ในกระบวนการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ในครั้งนี้ เป็นการออกเสียง “โดยตรงและลับ” ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมาใช้สิทธิด้วยตนเอง ลงคะแนนในคูหาเพียงลำพัง และหย่อนบัตรด้วยตนเอง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งห้ามเปิดเผยหรือถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ได้ลงคะแนนแล้ว ว่าตนลงคะแนนให้ผู้ใด อันเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ และความปลอดภัย ของผู้ใช้สิทธิ เลือกตั้ง ซึ่งผู้อื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้มั่นใจไม่กระทบการลงคะแนนทั้งนี้ กกต.ยังมีมาตรการป้องกันการทุจริตโดยในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ตาม พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.พ.ศ.2561 และระเบียบที่เกี่ยวข้องให้อำนาจ กกต.กำหนดลักษณะบัตรเลือกตั้ง และอาจกำหนด “รหัส เครื่องหมาย หรือข้อความพิเศษ” เพื่อใช้ในการตรวจสอบการปลอมแปลง หรือการนำบัตรออกไปนอกหน่วยเลือกตั้ง รหัสดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมจำนวนบัตร แยกประเภทบัตร ตามเขต และป้องกันการทุจริต นอกจากนี้ ภายหลังการนับคะแนน บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จะถูกจัดเก็บใส่ถุงใสปิดผนึก รัดด้วย สายรัดพร้อมลงลายมือชื่อกำกับ และเก็บไว้ในหีบ บัตรที่มีการปิดผนึกอีกชั้นหนึ่ง โดยห้ามผู้ใดเปิดหีบ ดังกล่าว พร้อมนำไปเก็บรักษาในสถานที่มั่นคงปลอดภัย ตามระเบียบของ กกต. ดังนั้น การกำหนดรหัส บนบัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการป้องกันการปลอมแปลง และการป้องกันการทุจริต มิได้กระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งจึงสามารถใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจว่าคะแนนเสียงของตนจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายทุกประการอย่าลืมแจ้งสาเหตุไม่ไปเลือกตั้งนอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกประกาศแจ้งเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. และออก เสียงประชามติที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.2569 รวมถึงผู้ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. ที่ไม่ได้ไปใช้ สิทธิฯ อย่าลืมแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ภายในวันที่ 15 ก.พ.69 ซึ่งเป็น วันสุดท้ายของการแจ้งเหตุฯ โดยสามารถดำเนินการ แจ้งเหตุได้ 3 ช่องทาง ได้แก 1.ทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือเว็บไซต์กรมการปกครอง หรือ แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote หรือพิมพ์คำว่า “แจ้งเหตุการเลือกตั้ง สส.” หรือ “แจ้งเหตุการออกเสียงประชามติ” (ผ่านระบบมือถือ หรือคอมพิวเตอร์) 2.ยื่นด้วยตนเองต่อนายทะเบียนอำเภอ/นายทะเบียนท้องถิ่น พร้อมหลักฐาน 3.ส่งทาง ไปรษณีย์ลงทะเบียน พร้อมหลักฐาน ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งสามารถทำเป็นหนังสือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นแทนได้ด้วย โดยยื่นพร้อมหลักฐาน หากไม่แจ้งเหตุฯจะถูกจำกัดสิทธิมีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง สส. หรือออกเสียงประชามติหากไม่แจ้งถูกจำกัดสิทธิ 5 ประการผู้สื่อข่าวรายงานว่า การถูกจำกัดสิทธิเป็นไปตามมาตรา 35 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 ที่กำหนดว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิ เลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่เหตุนั้น มิใช่เหตุอันสมควร ผู้นั้นถูกจำกัดสิทธิดังต่อไปนี้(1) ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร (2) สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (3) สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วย ลักษณะปกครองท้องที่ (4) ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา (5) ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นกำหนดเวลาจำกัดสิทธิ 2 ปีการจำกัดสิทธิตามวรรคหนึ่งให้มีกำหนดเวลา ครั้งละสองปีนับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีก ให้นับเวลาการจำกัดสิทธิครั้งหลังนี้โดยนับจากวันที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิ ครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใดให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลงกลุ่มมวลชนชุมนุมประท้วง กกต.ต่อมาเวลา 17.00 น. ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กลุ่มมวลชน “พลเมืองอิสระ” และ “กลุ่มนับใหม่ชลบุรี” จำนวนหนึ่ง นำโดยนายอิสริยะ ไชยมนตรี แกนนำกลุ่มพลเมืองอิสระ และนายธีรเมธ ชัยบุตร แกนนำกลุ่มทะลุแก๊ส จัดกิจกรรมชุมนุมประท้วงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จัดการเลือกตั้ง สส.2569 ไม่โปร่งใส ไม่เห็นหัวประชาชน เรียกร้องให้ กกต.นับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ใหม่ทั้งประเทศ เนื่องจากประชาชนได้เล็งเห็นแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความโปร่งใสดั่งที่ควรจะเป็น จึงขอเรียกร้องให้เกิดการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ เพื่อความโปร่งใสและกู้วิกฤติศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยให้กับประชาชนอีกครั้ง บรรยากาศชุมนุมได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมากชี้ผลเลือกตั้งขาดความน่าเชื่อถือพร้อมกันนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมได้นำภาพเหตุการณ์การเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส และข้อสงสัยของประชาชนเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง สส.ที่มีการพิมพ์บาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด มาแสดง พร้อมนำป้ายผ้ามาวางให้มวลชนเขียนข้อความถึง กกต. พร้อมจัดปราศรัยวิพากษ์การทำงานของ กกต.ที่ใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้งกว่า 7 พันล้านบาท แต่ได้ผลการเลือกตั้งที่ประชาชนทั่วประเทศไม่ให้ความเชื่อถือ สลับกับการแสดงดนตรีจากกลุ่มศิลปินเพลงเพื่อราษฎร การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ปทุมวัน ดูแลรักษาความปลอดภัยเรียกร้องนับคะแนนใหม่ทั้งหมดทั้งนี้ นายกันตพัฒน์ มาตรบรรเทา แนวร่วมกลุ่มฯ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมเป็นการตามหาความยุติธรรม จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่ กกต.ทำให้ประชาชนสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องการเรียกร้อง กกต.แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศเชิญ ผอ.กกต.ชลบุรี แจง กมธ.ด้านนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว The Reporters ผ่านการไลฟ์สด ขณะเข้าร่วมสังเกตการณ์กิจกรรมชุมนุมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศของกลุ่มพลเมืองอิสระว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อพิรุธ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนควรจะเรียกร้องได้ท่ามกลางกระแสของความไม่ไว้วางใจ โดยในวันที่ 17 ก.พ.นี้ เวลา 10.00 น.คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ จะเชิญ ผอ.กกต.เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ผอ.กกต.จังหวัดชลบุรี ประชาชนที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี และทนายความ มาให้ข้อมูลกรณีจังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 เพราะประชาชนกังวลว่าจะถูกฟ้องปิดปาก ทำให้เกิดความหวาดกลัว ดูเหมือนจะกลับหัวกลับหาง เพราะเป้าหมายหลักของ กกต.คือต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ได้เรียกร้องขอให้กลับมาชนะ ประชาชนเขาอยากรู้ว่าคะแนนที่ลงไปคือคะแนนเสียงที่ถูกขาน คือคะแนนของเขาจริงๆ แต่ กกต.กลับไปฟ้องร้องดำเนินคดีประชาชน หวังว่าในการประชุม กมธ.จะได้หาทางออกส่งเสริมพันธกิจ กกต. ในการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ใช่สร้างบรรยากาศความกลัวยิ่งปิดบังยิ่งซ้ำเติมวิกฤตินายเทวฤทธิ์กล่าวอีกว่า ขณะที่ปัญหารายงานผลคะแนนของ กกต.ที่การเลือกตั้งผ่านมาเกือบสัปดาห์ แต่ผลคะแนนยังไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ตนมองว่าสามารถเปิดเผยและพิสูจน์ได้ เพื่อให้คลายความเคลือบแคลงสงสัย ส่วนเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดตามระเบียบ กกต. อนุญาตให้ใส่สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งได้ แต่เป็นไปเพื่อความปลอดภัย ไม่สามารถทำเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ รัฐธรรมนูญระบุว่าการออกเสียงต้องเป็นโดยตรงและโดยลับ ต้องไม่สามารถเช็กได้ว่าโหวตเตอร์ออกเสียงให้ใคร หากต้องการแก้ปัญหา กกต.จะต้องเปิดเผยและโปร่งใส แต่ กกต. เลือกที่จะปิดและไม่นับใหม่ยิ่งซ้ำเติมข้อกังวลจ่อยื่นชะลอ สว.เห็นชอบ 2 กกต.นอกจากนี้ นายเทวฤทธิ์ยังกล่าวเรียกร้องให้ประชาชนและสื่อมวลชนจับตาการประชุมวุฒิสภาจะมีการประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อเห็นชอบ กกต. 2 คนในวันที่ 26 ก.พ.นี้ โดยระบุว่าที่ผ่านมาสว.ชุดนี้ได้ให้ความเห็นชอบ กกต.ไปแล้ว 3 คน หากให้ความเห็นชอบอีกหมายความว่า สว.ชุดนี้ให้ความเห็นชอบ กกต. 5 คน จาก 7 คน ท่ามกลางวิกฤติศรัทธา ตนจะมีการยื่นเรื่องขอให้ชะลอการให้ลงมติความเห็นชอบไปก่อน เพราะไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ลุยไฟขนาดนั้น เพราะจะยิ่งสร้างความไม่ไว้วางใจอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่