เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเขียนถึงรายงานพิเศษของ Financial Times สื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกของอังกฤษที่ออกมาวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศไทย โดยตั้งชื่อเรื่องเป็นคำถามว่า “ประเทศไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียได้อย่างไร?”ทั้งนี้ ก่อนจะตอบคำถามที่ว่านี้ “ไฟแนนเชียล ไทม์ส” ได้ชวนให้ผู้อ่านรำลึกความหลังย้อนกลับไปสู่ พ.ศ.2531 (เป็นปีแห่งความเปลี่ยนผ่านและเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ กับรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ) ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า เศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวถึงร้อยละ 13 และได้รับการขนานนามว่าเป็น “1 ใน 5 เสือแห่งเอเชีย”แต่ด้วยเวลาเพียง 10 ปี ในช่วงหลังๆนี้เอง เศรษฐกิจไทยก็เติบโตแบบต่ำเตี้ย ทำให้จากภาพที่ถูกมองด้วยความสดใส ประเทศไทยกำลังกลายเป็นคนป่วยไปเสียแล้วพร้อมกับรายงานถึงสาเหตุแห่งความเจ็บป่วยต่างๆเอาไว้ว่าเป็นเพราะ ปัญหาโครงสร้าง ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปี 2568 ที่ผ่านมา อัตราเกิดของประเทศไทยต่ำสุดในรอบ 75 ปีขณะเดียวกันก็มีปัญหา หนี้ครัวเรือนสูง ปัญหา ด้านการผลิต ที่น่าห่วง ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เริ่มปิดโรงงาน ปัญหาขาดดุลการค้ากับจีนปล่อยให้สินค้าราคาถูกจีนทะลักเข้าประเทศ อุตสาหกรรมบริการโดยเฉพาะท่องเที่ยวปีที่ผ่านมายังต่ำกว่าปีก่อนหน้านั้นถึงร้อยละ 7 และต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดอย่างมาก ฯลฯพร้อมกับทิ้งท้ายว่าปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งของประเทศไทยคือ “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจเดิมกับพรรคปฏิรูป ทำให้งบประมาณและการผลักดันนโยบายขาดความต่อเนื่อง นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในฐานะผู้เฒ่าที่นั่งอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ยุคที่เรารุ่งเรืองเกือบได้เป็น “เสือตัวใหม่” ของเอเชียมาจนถึงวันนี้ (เกือบๆ 40 ปี) ผมเห็นด้วยกับไฟแนนเชียล ไทม์ส และขอยืนยันว่า ปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมือง นี่แหละคือสาเหตุหลักนั่งนึกย้อนหลังกลับไปสู่ปี 2531 ที่ป๋าเปรมซึ่งพัฒนาประเทศจนกระฉูดเกือบได้เป็น “เสือ” อยู่แล้ว เริ่มส่งมอบอำนาจในการบริหารประเทศให้แก่ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ และได้ส่งต่อกันมาถึงบัดนี้เป็นเวลา 37 ปีพอดี...เราใช้นายกรัฐมนตรีถึง 16 ท่านมีการปฏิวัติรัฐประหารรวม 3 ครั้งเกิดความขัดแย้งเผชิญหน้าระหว่างประชาชนที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายใหญ่ๆหลายครั้ง เช่น “พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535” และการเผชิญหน้าระหว่าง ฝ่ายเหลือง ฝ่ายแดง ถึงขั้นบ้านเมืองอยู่ในสภาพจลาจลอีกหลายครั้งล่าสุดก็มีการเผชิญหน้าและเกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง “คนรุ่นใหม่รุ่นเก่า” อย่างหนักหน่วงทำท่าเหมือนจะหยุดไป แต่แล้วทันทีที่การเลือกตั้งครั้งล่าสุด 8 ก.พ.สิ้นสุดลง เพิ่งนับคะแนนจบลงไป ยังไม่มีการรับรองด้วยซ้ำก็เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีกเมื่อพรรคสีน้ำเงิน หรือภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงท่วมท้น ในขณะที่พรรคสีส้มซึ่งเคยได้คะแนนเสียงเป็นที่ 1 ร่วงมาเป็นที่ 2 ทำเสียงหล่นหายไปเยอะ ก็ออกมาเคลื่อนไหวก่อกระแสให้มีการ “นับคะแนนใหม่” ทั้งในเขตเจ้าปัญหาและอาจบานปลายไปจนถึงขั้นขอนับทั้งหมดด้วยซ้ำแล้วจะไม่ให้ประเทศไทยของเรากลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียเพราะการเมืองเป็นเหตุอย่างไรล่ะครับ?ในฐานะคนที่อยู่ในเหตุการณ์และนั่งบันทึกเหตุการณ์มาตลอดด้วยใจเป็นกลางเป็นธรรม อยากเห็นความรักความสามัคคีของคนในชาติมาตลอด แม้บางครั้งอาจดูเอนเอียงไปบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่ก็เป็นความเอนเอียงที่มาจากจิตใจที่อยากเห็นคนไทยสามัคคีกันจำไม่ได้แล้วครับว่า ผมต้องยกมือภาวนาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้ช่วยคุ้มครองประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา...ขออย่าให้เหตุการณ์การเผชิญหน้าต้องบานปลายออกไปกี่ครั้งกี่หน?วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมจะต้องสวดมนต์ภาวนาหลังเขียนคอลัมน์จบลงเพราะรู้สึกสังหรณ์ใจยังไงก็ไม่รู้ซี!“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม