ผมเขียนบทความนี้บ่าย 8 ก.พ. ยังไม่ปิดหีบเลือกตั้ง วันนี้คงได้เห็นหน้าตารัฐบาลคร่าวๆกันแล้ว พรรคไหนจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และใครจะได้เป็น ว่าที่นายกรัฐมนตรี ผมยังคาดหวังว่าประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราทุกคน จะไม่เป็นไปอย่างที่บทความของ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เขียนถึง “ทำไมประเทศไทยที่กำลังดิ้นรน จึงยังคงไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง” (Why Struggling Thailand Keeps Voting for Change That Never Comes) เป็นความจริงอันเจ็บปวดที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาของสื่อใหญ่ระดับโลก และมันก็เป็นอย่างที่เขาเขียนจริงๆ ถ้าหากไม่เปลี่ยนแปลงอนาคตประเทศไทยมืดมนแน่นอนบทความระบุว่า จากประเทศที่กำลังมุ่งหน้าสู่ประเทศที่ร่ำรวย (กำลังจะเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย) เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเป็นประเทศที่ล้าหลังในภูมิภาค เผชิญกับ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน หนี้สินพุ่งสูง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และจำนวนแรงงานลดลง (จากประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น) ในเวลาแค่สองทศวรรษบทความบลูมเบิร์ก อ้างอิงข้อมูลของ กาเร็ธ เลเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จาก แคปิตอล อีโคโนมิกส์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปัจจุบันมีขนาดใหญ่ขึ้นเพียง 5% เมื่อเทียบกับก่อนเกิดโรคระบาดโควิด–19 เทียบเท่ากับการเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 1% เท่านั้น ตรงข้ามกับ เวียดนาม อินเดีย ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ 40% เมื่อเทียบกับก่อนเกิดโรคระบาด (เราล้าหลังขนาดนั้นจริงๆ) การรัฐประหารซํ้าแล้วซํ้าเล่า และรัฐบาลพลเรือนที่ดำรงตำแหน่งได้ไม่นาน ทำให้การวางแผนเศรษฐกิจระยะยาวแทบเป็นไปไม่ได้เลย จึงต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาระยะสั้น และการใช้จ่ายเพื่อเอาใจประชาชนแทน ทำให้ประเทศต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างหนัก แต่ตอนนี้กำลังชะงัก โดยไม่มีอุตสาหกรรมใหม่พร้อมที่จะรองรับเลยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กว่า “สิ่งที่เราเห็นในอดีตคือ การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่เหมือนเป็นการรวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์ โดยปราศจากวิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายร่วมกันที่แท้จริง” แบ่งกันโกงกินชาติ“การผูกขาด” ก็เป็นอีกวิกฤติของไทย รายงานของ OECD ระบุว่า บริษัท 5% แรกของไทย ควบคุมรายได้มากถึง 85% ของเศรษฐกิจไทย บริษัทเหล่านี้เชื่อมโยงกับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากใน ภาคพลังงาน อาหารและเครื่องดื่ม การค้าปลีก และโทรคมนาคม รวมกันแล้วคิดเป็น 1 ใน 5 ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นโยบายของ พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย ส่วนใหญ่ยังคง รักษาสภาพโครงสร้างเศรษฐกิจที่ควบคุมโดยชนชั้นสูงเอาไว้ ปัญหาที่แท้จริงของไทยคือ การขาดความเต็มใจที่จะปฏิรูป เพื่อผลประโยชน์ชาติในระยะยาว ส่งผลให้ไทยถูกจำกัดการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งไปลงทุนที่มาเลเซียและเวียดนามสำหรับงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน +3 ระบุว่า เส้นทางเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ใน “เส้นทางขาลงที่น่าเป็นห่วง” ทำให้ไม่สามารถบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงจนกว่าจะถึงปี 2050 มีเพียงการปฏิรูปที่กล้าหาญเท่านั้น ที่มีศักยภาพเร่งให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้วันนี้นักธุรกิจไทยก็กำลังโหยหา “ครม.ที่มีประสิทธิภาพ” เข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะ ครม.เศรษฐกิจ คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ระบุว่า เอกชนต้องการ ครม.เศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ เป็นที่ยอมรับในฝีมือ ถูกฝาถูกตัว และมือสะอาด ไม่ต้องขอเวลาศึกษางาน การตั้งรัฐมนตรีตามโควตาส่งผลให้ ครม.เศรษฐกิจไม่เป็นทีมเดียวกัน เศรษฐกิจไทยปัจจุบันเหมือนคนไข้ที่ป่วยหนัก หากไม่ได้หมอมือดี หรือได้คนที่ไม่เคยเป็นหมอมารักษา นอกจากจะรักษาผิดวิธี อาจทำให้คนไข้อาการหนักกว่าเดิม หรือเสียชีวิตได้ เศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤติหนักจริงๆ ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงใหญ่อย่างกล้าหาญ ทุกสถาบันจะได้รับผลกระทบหมด นี่คือความจริง.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม