ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กับการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 ใช้บัตรลงคะแนนพร้อมกัน 3 ใบ สีเขียวเลือก สส.เขต สีชมพูเลือก สส.บัญชีรายชื่อ และสีเหลืองลงคะแนนประชามติเห็นชอบให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยผู้มีสิทธิ เลือกตั้งจำนวน 52.9 ล้านคน จะได้รับบัตรครบทั้ง 3 ใบในหน่วยเลือกตั้งเดียวกันขั้นตอนใช้สิทธิถูกแบ่งเป็น 2 ขยัก ในหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน หลังหย่อนบัตรเลือกตั้ง สส.เสร็จ ให้เดินต่อไปยังจุดออกเสียงประชามติ เพื่อกากบาทลงในช่องเดียวว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความคิดเห็น” โดยเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยจัดแบ่งโซนการลงคะแนนและหีบบัตรออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วนก่อนเข้าคูหาลงคะแนน ประชาชนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน โดยเฉพาะบทเรียนเกือบทศวรรษที่รัฐธรรมนูญถูกใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้น เล่นงานนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ จนหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงเป็นเพียงข้ออ้าง เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันกลับทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นทุกปีนอกจากนี้ กติกาสูงสุดยังถูกออกแบบให้เกิดรัฐบาลผสมที่ขาดเสถียรภาพ การบริหารประเทศมีความล่าช้า เน้นการประนีประนอมสูง จนไม่สามารถผลักดันนโยบายที่ให้คำมั่นกับประชาชนในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้ มิหนำซ้ำเมื่อเกิดการบริหารประเทศผิดพลาด พรรคร่วมรัฐบาลมักโยนความรับผิดชอบให้กันและกันในยามที่โลกเผชิญความเสี่ยงสงครามโลก ครั้งที่ 3 และวิกฤติในสมรภูมิ “ภูมิรัฐศาสตร์” ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง โดยมีฝ่ายนิติบัญญัติ องค์กรอิสระที่เที่ยงธรรม และภาคประชาชน คอยถ่วงดุลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับปัญหาของโลกที่ซับซ้อน และแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ทันท่วงทีประชามติครั้งนี้ คือหมุดหมายสำคัญ แต่ผู้คนบางส่วนยังสับสนระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญใหม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ช่วงเวลาที่เหลือทุกฝ่ายต้องร่วมกันเร่งทำความเข้าใจ ข้อมูลที่ชัดเจนจะเป็นกุญแจกระตุ้นให้คนไทยรวมพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเหมือนในยุครัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540 เพื่อรีเซ็ตประเทศอีกครั้งนี่คือโอกาสในการแสดงเจตจำนง สถาปนากฎหมายสูงสุดที่มีความชอบธรรม แต่หากทำประชามติไม่ผ่านความเห็นชอบ ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้กระบวนการปฏิรูปการเมืองต้องถอยหลังกลับไปนับหนึ่งใหม่อย่างน่าเสียดาย และอาจเป็นชนวนเหตุนำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ในสังคม.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม