ใครบ้างไม่รักชาติ เป็นคำถามซึ่งมีคำตอบภายในตัวของมันเองอยู่แล้วว่า ไม่น่าจะมีคนไทยคนใดไม่รักชาติบ้านเมืองของตนเอง ดังนั้นเมื่อเห็นนักการเมืองอวดเบ่งความรักชาติ จึงรู้สึกไม่ค่อยเป็นธรรมกับประชาชนในยุคนี้ ที่รู้แจ้งว่าบางครั้งวาทกรรม รักหรือไม่รักชาติ ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการเมืองอย่างไรมองไม่เห็นข้อดี ในการพูดจาขีดเส้นแบ่งที่อันตราย ท่ามกลางสมรภูมิการเมืองสนามเลือกตั้ง ปี 2569 ที่กำลังเข้มข้น โดยคำกล่าวทำนองว่า ให้ประชาชนเลือกฝ่ายที่รักชาติ และไม่ต้องเลือกฝ่ายที่ไม่รักชาติ สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างรอยร้าวในหมู่ประชาชน ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายโดยธรรมชาติ กำเนิดจากร้อยพ่อพันแม่การฉวยความรักชาติ มาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจทางการเมือง แบบตัดขาด ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างบรรยากาศที่คับแคบทางการเมือง แต่ยังเป็นการตั้งคำถามถึงมาตรฐานความรักชาติที่มีเพียงฝ่ายตนเองเท่านั้นที่เป็นเจ้าของ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ระบอบประชา ธิปไตย ความรักชาติสามารถตีความได้หลากหลายมิติยกตัวอย่างเช่น มิติตรวจสอบอำนาจรัฐ การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ หรือการเสนอแนวทางพัฒนาที่แตกต่าง การตีตราว่าฝ่ายที่เห็นต่างไม่รักชาติ จึงเป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นพลเมือง และความหลากหลายทางความคิด ให้เหลือเพียงขาวกับดำ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง เหมือนบทเรียนในอดีตที่ประเทศไทยเคยจมปลักนอกจากนั้น ยิ่งผู้พูดเป็นถึงคนระดับรัฐมนตรี ใช้วาทกรรมนี้ในฐานะแกนนำพรรคการเมืองขณะลงพื้นที่หาเสียง ยังสะท้อนถึงการขาดการชูผลงานเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมเป็นตัวตั้ง หากเชื่อมั่นในผลงานความสามารถพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ก็ควรเน้นสื่อสารผลงาน พร้อมแผนงานในอนาคตมากกว่า ยกเว้นว่าไม่มีให้เอ่ยถึงการหาเสียงขายนโยบาย ควรค่ากว่าการใช้ความเชื่อส่วนบุคคลเป็นกำแพงกั้นกลางระหว่างประชาชน สุดท้ายแล้วผู้ตัดสินใจว่าใครรักชาติ หรือใครเหมาะสมที่จะบริหารประเทศ คือ ประชาชน ผ่านการกาบัตรเลือกตั้ง การผูกขาดนิยามความรักชาติไว้กับขั้วการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่นักการเมืองรุ่นใหม่ และผู้มีอำนาจควรพึงระวังเพราะอาจเกิดเหตุน้ำผึ้งหยดเดียว บ้านเมืองบอบช้ำมามากมายเกินพอแล้ว หากรักชาติอย่างแท้จริง โปรดอย่าให้ลูกหลานไทยติดหล่มอำนาจเยี่ยงคนรุ่นพ่อรุ่นแม่อีกเลย หน้าที่แท้จริงของผู้บริหาร คือ สร้างความสามัคคี บริหารจัดการความแตกต่าง มิใช่การขีดเส้นแบ่งแยกประชาชนออกจากกัน เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม