ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 2 ล้านคน ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้วเมื่อ 1 ก.พ. ไม่รู้ไปใช้สิทธิกันกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกกว่า 50 ล้านคน จะไปใช้สิทธิวันที่ 8 ก.พ.นี้ อีก 6 วันเท่านั้น ก็ต้องดูว่า พรรคภูมิใจไทย ที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ประกาศว่า เป็นพรรครักชาติ ต้องเลือกฝ่ายรักชาติ ไม่ให้เลือกฝ่ายที่ไม่รักชาติ ท่านจะไปดูกระจกถามตัวเองก่อนไหม ท่านรักชาติแค่ไหน คนพรรคภูมิใจไทยรักชาติแค่ไหน แล้วสาบานต่อหน้าฟ้าดินพรรคภูมิใจไทยรักชาติสุดหัวใจ จะไม่ซื้อเสียงแม้แต่สลึงเดียวไม่น่าเชื่อว่า ประเทศไทยยุค AI จะยังมีนักการเมืองที่คิดล้าหลังแบบนี้ มาสร้างความแตกแยก เลือกภูมิใจไทยถือว่ารักชาติ ไม่เลือกภูมิใจไทยถือว่าไม่รักชาติเรื่องที่กำลัง บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ บ่อนทำลายประชาธิปไตยของชาติ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ “การซื้อเสียง”ด้วยเงินทุนมหาศาล ไม่รู้เป็น “เงินทุนเทา” หรือเงินจากไหน กกร. คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย ได้เปิดเผยผลข้อมูลการซื้อเสียงจากข้อมูลของสมาชิกทั่วประเทศพบว่า การเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้ มีการซื้อเสียงสูงมาก ตั้งแต่เสียงละ 3,000 บาท ไปจนถึง 7,500 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านั้นก็มีผู้สมัครพรรคส้มออกมาเปิดเผยว่า มีการเบิกเงินสดจากธนาคารกว่า 160,000 ล้านบาท และ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ยอมรับว่าเป็นความจริง แต่เป็นการเบิกเงินสดมาเก็บไว้เพราะกลัวสแกมเมอร์ดูดเงิน แต่มีข้อสังเกตจากสื่อว่า เงินสดกว่าแสนล้านบาทที่ถูกเบิกไปนั้น ส่วนใหญ่เป็นธนบัตรใบละ 1,000 บาท และจนบัดนี้ยังไม่มีการฝากเข้าสู่ระบบ ไม่รู้มีการเอาไปซื้อเสียงในราคาแพงลิ่วอย่างที่ กกร.เปิดเผยข้อมูลหรือไม่ล่าสุด คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เปิดเผยเองว่า จากที่ได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติในช่วงนี้ พบการเบิกถอนเงินสดน่าสงสัยสูงถึง 450 ล้านบาท รายหนึ่งเบิกถอนเงินสด 250 ล้านบาท อีกรายเบิกเงินสด 200 ล้านบาท แยกเป็น 2 ธนาคาร เบิกธนาคารละ 100 ล้านบาท มีบางรายขอเบิกเงินสดที่เป็นธนบัตรชนิดราคา 500 บาทด้วย ธปท.จะส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น ปปง. กกต. พิจารณาต่อไปข้อมูลนี้ถือว่าชัดเจนมาก เป็นรายงานของแบงก์พาณิชย์ต่อแบงก์ชาติ ดังนั้น ต้องมีข้อมูลของผู้เบิกเงินสดอย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้เบิก แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ กกต.จะจับไม่ได้อีกตามเคย ขนาด กกร.แฉข้อมูลว่ามีการซื้อเสียง 3,000-7,500 บาท กกต.ยังไม่รู้เรื่องเลยทำไมการเลือกตั้งไทย พรรคการเมืองจึงต้องใช้เงินมาก ใช้เงินซื้อเสียงกันมาก คำตอบง่ายมาก เช่น การปราศรัยใหญ่แต่ละครั้ง ต้องใช้เงินมากอย่างที่คนคาดไม่ถึง เงินที่รายงาน กกต.คงไม่เยอะ แต่จ่ายจริงเยอะ เหมือนการจัดงานอีเวนต์ ต้องเช่าจอแอลอีดีขนาดใหญ่ยักษ์ ต้องสร้างเวทีขนาดใหญ่ ต้องจัดตั้งเก้าอี้หลายพันตัวหรือเป็นหมื่นตัวให้ผู้ฟังนั่ง และที่สำคัญที่สุดคือ การเกณฑ์คนหลายพันคนหรือเป็นหมื่นคนมาฟังการหาเสียง ก็มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เริ่มตั้งแต่จำนวนคนที่จะเกณฑ์มาฟังปราศรัย ค่าเดินทางจากบ้านมายังสถานที่ปราศรัย เพราะชาวบ้านไม่ได้มีรถกันทุกคน บางหมู่บ้านก็อยู่ไกล เมื่อมานั่งฟังปราศรัยกันครั้งละหลายชั่วโมง ก็ต้องจัดหาน้ำท่าข้าวปลาอาหารมาเลี้ยง กว่าจะปราศรัยเสร็จก็ค่ำแล้ว ชาวบ้านกลับบ้านเองลำบาก ต้องมีการจัดรถส่ง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “ค่าสินน้ำใจ” ที่อุตส่าห์มานั่งฟังปราศรัยหลายชั่วโมงการปราศรัยหาเสียง เป็นเพียงมายา สร้างภาพเป็นข่าว แต่คะแนนเสียงจริง ต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบการเลือกตั้งปี 66 จะเห็นว่า บางพรรคได้ สส.เขตเยอะ แต่ได้ สส.บัญชีรายชื่อไม่กี่คน ขัดแย้งกันชัดเจน สส.บัญชีรายชื่อมี 100 คน 1 คนใช้คะแนนเสียงราว 3–400,000 คะแนน แต่ สส.เขตมี 400 คน 1 คนใช้คะแนนเสียงราว 3–40,000 คะแนน ใช้แค่ 10% เท่านั้น การซื้อเสียง สส.เขตจึงง่ายกว่า บางพรรคไม่สนใจป๊อปปูลาร์โหวต สนใจแต่ สส.เขต จึงแข่งกันซื้อเสียงอย่างมโหฬาร วัดกันที่เงินทุนใครมากกว่าใคร ถ้าต้องเป็นรัฐบาลผสมก็ต้อง “แบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีตามโควตา สส.” ประเทศไทยจึงไม่เจริญเสียที ถ้า 8 ก.พ. คนไทย 50 กว่าล้านคนไม่ออกมาเลือก “คนดี” เข้ามาปกป้องชาติบ้านเมือง เราจะเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” ไปอีกยาวนานเลยทีเดียว.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม