มั่นใจเกินร้อย...ชนะเลือกตั้ง เป็นความมั่นอกมั่นใจของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ได้เคลื่อนทัพใหญ่พรรคประชาชน ตระเวนช่วยผู้สมัคร สส.เขตทั่วประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่า ขณะนี้พรรคประชาชนมาไกลกว่าคำว่าชนะการเลือกตั้งโดยมีโจทย์ใหญ่คือ “ตั้งรัฐบาลประชาชนให้ได้” จะจัดตั้งรัฐบาลได้จริงต้องชนะขาดระดับหนึ่ง อย่างน้อยทิ้งห่างจากพรรคที่ได้อันดับ 2 ประมาณ 20-30 เสียงขึ้นไป เพื่อการันตีความมั่นคงของเสียงที่เข้มแข็งพรรค ปชน.ถึงพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล“เราต้องมีเสียงเข้มแข็งมากพอเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพื่อทลายวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิม ที่จัดสรรโควตารัฐมนตรีตามจำนวน สส. รัฐมนตรีส่วนใหญ่ไม่ตรงปก ทำงานข้ามกระทรวงไม่ได้เราเห็นปัญหานี้ท่ามกลางที่ประเทศต้องออกจากวิกฤติต่างๆ ทั้งภัยพิบัติ สงครามการค้าโลก ภูมิรัฐศาสตร์โจทย์ๆ ทุกกระทรวงต้องทำงานสอดประสาน ถึงได้เปิดโฉมหน้าว่าที่ ครม.รัฐบาลประชาชน เข้าไปแก้ปัญหาให้ประชาชน แก้ปัญหาวิกฤติประเทศ”มีวิธีการอย่างไรในการทลายการเมืองแบบเดิม โครงสร้างบริหารแบบเก่าๆ นายณัฐพงษ์ บอกว่า ต้องยึดเสียงของประชาชนเป็นตัวตั้ง โดย “ชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” เข้าไปจัดตั้งรัฐบาลประชาชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยได้จริง ยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้งขอยืนยันทีมบริหารรัฐบาลประชาชนมีความรู้ตรงปก พร้อมกับผู้สมัคร สส.ในพื้นที่ทั้ง 400 คน ไม่มีใครมีเบื้องหลังมาจากทุนใหญ่ ทุนเทา หรือมุ้งใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา เข้ามาทำงานการเมือง ใครอยากสัมผัสโฉมหน้ารัฐบาลที่มีฐานอำนาจมาจาก สส.ไม่ยึดโยงทุนใหญ่ ทุนเทา มุ้งใหญ่ ขอเทเสียงให้พรรค ปชน.อย่างถล่มทลายเพื่อการันตีตั้งรัฐบาลประชาชนได้แน่นอนโดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้เสียงของประชาชนมีความหมายมากที่สุด หลังจากการเมืองแบบเดิมๆตามกลไกรัฐธรรมนูญ 60 มรดกตกทอดจากการรัฐประหาร บางกลไกเริ่มเสื่อมคลาย เช่น สว.ไม่มีอำนาจโหวตนายกฯแล้ว แต่พรรค ปชน.ต้องการเสียงชนะขาด เพื่อทลายการจัดสรรโควตารัฐมนตรีทีมการเมือง ถามว่า พรรค ปชน.ผ่านด่านแรกโดยได้รับเสียงสนับสนุนมากพอได้ เชื่อมั่นผู้มีอำนาจไม่กล้าปฏิวัติรัฐประหาร แต่คงมีกระบวนการนิติสงครามอื่นๆ ทั้งหมดพรรค ปชน.บริหารความเสี่ยงเอาไว้ทั้งหมด คำว่านิติสงคราม หมายถึงคดีจริยธรรม 44 ขุนพลค่ายส้มหรือไม่นายณัฐพงษ์ บอกว่า คดีที่รับรู้ตามการรายงานข่าวของสื่อมวลชนและที่ได้รับรู้มา ที่ฟ้องร้องดำเนินคดีไปแล้ว เราบริหารความเสี่ยงไว้หมดแล้ว ทั้งคดีจริยธรรม คดี สส.เดิมที่ติดตัวอยู่ได้บริหารความเสี่ยงโดยย้ายบางส่วนลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ดังนั้นถ้าผ่านการเลือกตั้ง และถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จริง หรือถูกดำเนินคดีต่อจริง สามารถลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ และขยับลำดับถัดไปขึ้นมา ไม่กระทบกับจำนวน สส.พรรค ปชน.ในสภาชุดหน้าแน่ส่วนคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกฯของผม และ น.ส.สิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกฯอีกคน ขอบอกว่าคดีจริยธรรมไม่ว่าโดนสั่งหรือไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีผลใดๆต่อคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกฯ จนกว่าศาลฎีกาชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งถ้าตัดสินเป็นลบในตอนนั้น มีโทษถูกตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิต แต่ศาลฎีกากว่าจะพิจารณาสะเด็ดน้ำเมื่อเทียบเคียงคดีอื่นในอดีต กินเวลาประมาณครึ่งปีถึง 2 ปี หากกรณีเลวร้ายที่สุด พรรค ปชน.ยังมีแคนดิเดตนายกฯถึง 3 คน โดยคนที่ 3 นามว่านายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ไม่มีความเสี่ยงทางคดีใดๆทั้งสิ้นคดีบนสมรภูมินิติสงคราม ปชน.อุดช่องว่างเอาไว้หมดรับรองคะแนนที่ประชาชนเลือกไม่ตกน้ำหายไปไหนแน่กรณีเลวร้ายสุด แม่ทัพค่ายส้มถูกนิติสงครามเล่นงานจนถูกเล่นย้อนหลัง ลายเซ็นที่เซ็นส่งผู้สมัคร สส.ทั้งหมดมีโอกาสโดนด้วยให้ตกเป็นโมฆะ มองตรงนี้อย่างไร นายณัฐพงษ์ บอกว่า ทีมกฎหมายพรรค ปชน.พิจารณาหมดแล้วเห็นว่าไม่เกี่ยว ยิ่งเมื่อย้อนในอดีตที่พรรคอื่นโดนนิติสงครามในลักษณะแบบนี้ ไม่ได้ส่งผลถึง สส.คนอื่นทำไมมั่นใจไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารอีก นายณัฐพงษ์ บอกว่า การปฏิวัติรัฐประหารที่ดูจากบริบทกองทัพบางส่วน ไม่น่ามีข้ออ้างตามที่กองทัพบางส่วนมักชอบอ้างตลอด เพราะพรรค ปชน.ไม่เคยบริหารประเทศ ไม่มีประวัติสีเทา ทุจริตคอร์รัปชันขณะเดียวกันตอนนี้เผด็จการอดีตเริ่มกลายร่าง โดยยังมีกลไกนิติสงครามตามรัฐธรรมนูญ 60 แต่พรรค ปชน.ขอย้ำว่าเตรียมรับมืออย่างดีที่สุด บริหารความเสี่ยงเอาไว้ทั้งหมดมีกระแสข่าวพรรค ปชน.เตรียมจัดตั้ง “รัฐบาลประชาชน” ประมาณ 270 เสียง ตรงนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร นายณัฐพงษ์ บอกว่า จริงๆอาจไม่ได้ให้ตัวเลขเป๊ะต้องเป็นกี่เสียง แต่ให้โดยหลักได้ถึงคำว่า “ชนะขาด” ของเรา อย่างน้อยขั้นต่ำทิ้งห่างอันดับ 2 สัก 20-30 เสียงขึ้นไป เพื่อทำให้พรรคอันดับรองลงมาปฏิเสธพวกเราได้ยากขึ้นยิ่งตอนนี้เท่าที่ติดตามความเห็นของทุกพรรคบนเวทีดีเบต “ทุกคนพร้อมยอมรับกติกาในระบบรัฐสภา พรรคอันดับ 1 ต้องได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน”ฉะนั้นโจทย์พรรค ปชน.ไม่ได้มองแค่มาเป็นอันดับ 1 เท่านั้น เรามั่นใจสามารถมาเป็นอันดับ 1 ได้ แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าต้อง “ชนะให้ขาดมากเพียงพอ”พรรค ปชน.ชัดเจนถ้ามาเป็นอันดับ 2 ไม่โหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย และพร้อมทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน แต่พรรค ปชน.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดึงพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ บอกว่า เราไม่ใช้วิธีการดึงใคร แต่ขอกางคล้ายๆ “ทีโออาร์” ให้เห็นถึงเงื่อนไขการเข้าร่วม “รัฐบาลประชาชน”เปิดให้แต่ละคนมายื่นซองบิดประมูลเหมือนเดิม ใครที่ให้ข้อเสนอได้ดีที่สุด เช่น หลักการไม่ยอมรับรัฐมนตรีมีประวัติสีเทา ถ้าคุณยังเสนอชื่อคนมีประวัติแบบนี้มา ผมคงยอมรับไม่ได้ ในทางกลับกันเราไม่ได้ไปยื่นมือว่าจะเลือกใคร แต่พยายามกางเงื่อนไข ดูพรรคไหนยอมรับเงื่อนไขได้ และพร้อมให้ข้อเสนอที่ดีกว่าค่ายส้มมาเป็นอันดับที่ 1 พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสร่วม “รัฐบาลประชาชน” ได้ นายณัฐพงษ์ บอกว่า โดยเงื่อนไข ณ ตอนนี้ ถูกต้องครับ แต่รัฐมนตรีที่มาดำรงตำแหน่งต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ตรงสายงาน ไม่มีประวัติสีเทา ทำงานข้ามกระทรวงได้ เป็นเงื่อนไขที่ต่ำมากตามสากลโลกในประเทศที่พัฒนาแล้วทำกันถึงเวลาเข้ามาบริหารประเทศแล้วมีมูลบ่งชี้ หรือเชื่อได้ว่าเข้าไปเกี่ยวข้องสีเทา ทั้งส่วย สินบน เงินใต้โต๊ะ ทุจริตคอร์รัปชันงบประมาณแผ่นดิน “ตัวผมที่เป็นนายกฯสั่งปลดออกทันที” ถ้าไม่ยอมก็เปลี่ยนพรรคร่วมรัฐบาล หากดึงพรรคอื่นเข้ามาแทนแล้วเสียงไม่ถึง “ยุบสภาเลือกตั้งใหม่”กลุ่มที่ส่งสัญญาณพิเศษยังถกเถียงไม่ตกผลึก อยากลองให้พรรค ปชน.ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ได้ยินกระแสข่าวนี้อย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ บอกว่า มีเสียงสะท้อนมาบ้าง แต่ดีครับ อยากให้ลองดูว่าเราตั้งใจอย่างไร ถ้าลองแล้วทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เชื่อว่าคนที่ถือตั๋วใบที่ 2 อยู่ สถานะก็จะดีขึ้น ประชาชนให้การยอมรับมากขึ้นเชื่อว่าถ้าไปในทิศทางนี้ ทุกคนอยู่ในที่ตั้งของตัวเองได้อย่างสงบสันติ เกิดการเปลี่ยนผ่านทำให้สังคมไทยก้าวหน้า และทุกคนมีความสุขไปพร้อมๆกันแม่ทัพส้มเคยระบุสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดแรงมาก แต่พรรคภูมิใจไทยถูกตั้งข้อสังเกตมีลมแห่งสัญญาณพิเศษแรงมากเตรียมปรับกระบวนท่าอย่างไร เพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชนให้สำเร็จ นายณัฐพงษ์ บอกว่า ที่ผ่านมาเราเชื่อในพลังประชาชน เราเอาชนะความเป็นไปไม่ได้มาทุกครั้งครั้งนี้ก็ถูกปรามาส ชนะเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ผมเชื่อมั่นถ้าประชาชนเข้มแข็งมากพอ ตั้งรัฐบาลได้แน่แต่ถ้าเชื่อว่าคนที่ถือตั๋วใบที่ 2 เอาชนะพลังของตั๋วใบที่ 1 ได้เสมอแบบนี้ไม่ต้องเลือกตั้ง ปล่อยให้คนถือตั๋วใบที่ 2 ปกครองประเทศไป.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม