“โพล” นั้นสำคัญไฉน...การสำรวจความเห็นของประชาชนเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะในทางการเมือง ยิ่งการเลือกตั้งยิ่งมีความจำเป็น“ทักษิณ ชินวัตร” อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยนำมาใช้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวจนประสบความสำเร็จนำพรรคชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นเขาจ้างอาจารย์จาก “นิด้า” มาทำเรื่องนี้ด้วยหลักวิชาการจึงให้ข้อมูลที่ค่อนข้างแม่นยำ สามารถนำไปใช้ในการรณรงค์หาเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนหน้านี้พรรคการเมืองจะใช้วิธีการฟังจากหัวคะแนน ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ ก็ได้ผลส่วนหนึ่งแต่ไม่มีมาตรฐานพอเพราะเป็นข้อมูลจากความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจไม่ใช่เป็นความต้องการของชาวบ้านที่แท้จริง!จนปัจจุบันพรรคการเมืองแต่ละพรรคจึงให้ความสำคัญด้วยการจ้างทีมงานจากสถาบันการศึกษาต่างๆมาทำโพลให้ก็ได้ผลพอสมควรพอจะใช้เป็นข้อมูลนำไปปฏิบัติได้สังคมการเมืองวันนี้จึงมองไปที่โพลของแต่ละสำนักเป็นพื้นฐานว่าใคร พรรคไหนจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลทำให้เห็นทิศทางล่วงหน้าได้!ล่าสุด “นิด้า โพล” ได้ทำโพลแล้วพบว่า “ภูมิใจไทย” จะมาอันดับ 1 ได้เสียงประมาณ 150 เสียง “ประชาชน” มาที่ 2 ได้ 130-140 ที่นั่ง “เพื่อไทย” มาที่ 3 ได้ประมาณ 70 กว่า ที่นั่ง “กล้าธรรม” อันดับ 4 ได้ราว 40 กว่าที่นั่ง“ประชาธิปัตย์” มาที่ 5 ได้ 30 กว่าที่นั่งด้วยผลโพลนี้นักข่าวไปถาม “อนุทิน ชาญวีรกูล” ว่าคิดอย่างไร คำตอบก็คือน้อยเกินไปต้องมากกว่านี้นั่นแสดงว่าเขาก็มีโพลของเขาและคงไม่ต่างกันมากนักจึงทำให้มีความมั่นใจจะชนะเลือกตั้งเหนือกว่าพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลด้วยการเป็นแกนนำหากตัวเลขออกมาอย่างนี้มีความเป็นไปได้ว่า “ภูมิใจไทย” จะจับมือกับ “เพื่อไทย” ตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอนแต่ 2 พรรคเสียงเกินกิึ่งหนึ่งไม่มากนักจึงต้องมีพรรคที่ 3เลือกเอาระหว่าง “กล้าธรรม” กับ “ประชาธิปัตย์”ที่นำโพลของ “นิด้า” มาพูดถึงก็เนื่องมาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ต้องถือว่าแม่นยิ่งกว่าจับวางเพราะมีตัวเลขที่ตรงกันจากโพลและผลที่ออกมาจริงด้วยการบอกว่าพรรค “ก้าวไกล” (ประชาชน) จะได้ สส.มากที่สุดและจะกวาด สส.กรุงเทพฯได้เกือบทั้งหมดก็เป็นเช่นนั้นจริงๆทำให้โพลของ “นิด้า” ได้รับความเชื่อถือว่ามากกว่าโพลของสำนักอื่นๆดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงถูกวางให้เป็นโพลมาตรฐานที่สามารถเชื่อถือได้ระดับ 1 ถ้าเป็นเช่นนั้นก็พอจะมองเห็นแล้วว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคไหนจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล จะมีพรรคไหนร่วมเป็นรัฐบาลบ้าง ก็เป็นกระจกบานแรกที่ส่องให้เห็นได้หวังว่าคงไม่พลิกล็อกเหมือนคนเป็นนายกรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลเพราะ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลผสมข้ามขั้ว“2 พรรคลุง” ได้เป็นรัฐบาลเฉยเลย!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม