เรื่องสั้นที่อาจินต์ ปัญจพรรค์เขียนเรื่องนี้ ได้เค้าเรื่องของมโนทาสผู้รู้อินเดีย เขียนลงนิตยสารเมื่อ พ.ศ.2538 แต่พิมพ์แปะหน้าผิด “พี่จินต์” เกลาเรื่องใหม่ พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2543 ชื่อเรื่องที่อยู่ของเทวดา (หนังสือคมอาจินต์ สำนักพิมพ์โอเลี้ยงห้าแก้ว พ.ศ.2568)ณ หมู่บ้านคนใจบุญ เวลามีพระธุดงค์มาปักกลด ชาวบ้านจะเอาอาหารมาถวายและขอฟังธรรมตาเฉยเป็นคนชราที่สุดในหมู่บ้านนี้ แกศึกษาธรรมะและคิดตามใจของแกเอง จนได้หลักการว่าจะต้องปล่อยวางเรื่องทั้งหมด แล้วชีวิตจะพ้นทุกข์ตาเฉยแกไม่รับของจากใคร เวลามีพระธุดงค์มาชาวบ้านก็จะมอบให้แกเป็นหัวหน้าประเคนอาหาร และของถวายพระ แกจะปรนนิบัติพระธุดงค์จนท่านหลับนอนแล้ว แกจึงจะกลับบ้านไปทำอาหารกินของแกคนเดียว เพราะแกไม่มีลูกเมียชาวบ้านจึงตอบแทนตาเฉยด้วยการให้อาหารแกกิน เอาข้าวของเสื้อผ้าไปให้แกใช้ แต่สิ่งของที่แกไม่ต้องใช้ แกก็จะคืนเขาไป เมื่อชาวบ้านถามว่า แกไม่เก็บเอาไว้ใช้ในวันหลังหรือ แกจะตอบว่าข้านึกถึงแต่วันนี้“ถ้าเรานึกถึงวันพรุ่งนี้ด้วยจะผิดหรือ?” ชาวบ้านถาม แกตอบว่า “ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่ข้าคิดของข้าอย่างนี้ พวกสูไม่ต้องตามอย่างข้าหรอก ข้าน่ะอยู่ไปวันๆเท่านั้น ข้าอยู่กับเทวดา”“เทวดาคืออะไร?” “เทวดาคือโมงยาม ข้าไม่ต้องคิดถึงโมงยามหรอก มันมาเอง”ชาวบ้านจะใช้ชีวิตตามอย่างแกไม่ได้ เพราะเขามีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดู มีไร่นาที่จะต้องทำ มีวัวควายที่จะต้องเลี้ยงหญ้า เพื่อให้มันมีแรงไว้ทำงานวันพรุ่งนี้ฝ่ายเถ้าแก่ไล้ เป็นเจ้าของโรงสีผู้ร่ำรวย แต่แสนเหนื่อย จึงอยากจะมีชีวิตง่ายๆอย่างตาเฉยบ้างเถ้าแก่จึงสั่งลูกให้ดูแลงานการ แล้วมาขอสมัครขออยู่กับตาเฉย “อั๊วขออยู่กับลื้อด้วยคน” เศรษฐีขอร้องคนไร้สมบัติ “ลื้ออยู่อย่างอั๊วไม่ได้หรอก” คนไร้สมบัติสอน “ทำไมล่ะ?” “ลื้อต้องหากำไรวันนี้ เอาไว้รวยพรุ่งนี้ แล้วลื้อจะอยู่อย่างอั๊วได้หรือ?”“อั๊วยกโรงสีให้ลูกแล้ว อั๊วจะเอาอย่างลื้อ” “อย่างอั๊วก็คืออยู่ไปวันๆ พรุ่งนี้ไม่มี ลื้อเอาหรือ?”เถ้าแก่ไล้คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “เอา” “ลื้อกลับบ้านไปคิดให้ดีเสียก่อน” “อั๊วขอลองอยู่กับลื้อวันสองวัน”“ลื้อต้องสัญญาว่าขัดใจอั๊วหนเดียว ลื้อต้องกลับไปบ้านลื้อ” “อั๊วสัญญา”บ่ายนั้น อาจารย์เฉยออกเดิน เถ้าแก่ไล้สะพายย่ามใส่ของเดินตามอาจารย์ “จะตามไปไหน” ตาเฉยถาม “ตามอย่างลื้อ” เถ้าแก่ตอบเดินออกจากตำบลจนเย็นค่ำ ผ่านกระท่อมหลังหนึ่ง เจ้าของบ้านรู้จักตาเฉย ก็เอาอาหารออกมาเลี้ยงตาเฉยและเถ้าแก่ไล้ ค่ำแล้วตาเฉยกะการว่าจะเดินต่อไปในทุ่งร้างใหญ่ “เตรียมอาหารไปกินไหม?” เถ้าแก่ไล้ถามอาจารย์“ข้าเป็นคนไม่ถืออะไรติดมือ” “ในทุ่งไม่มีอะไรจะกิน” เถ้าแก่ โรงสีเตือนสติอาจารย์ “เทวดาจะบันดาลเอง”เดินงมๆกันไปจนสว่าง เถ้าแก่ไล้ถาม “หิวไหมอาจารย์?” “หิว”“กินข้าวเหนียวเนื้อเค็มซี” เถ้าแก่ไล้ล้วงย่ามเอาของที่ซื้อมาจากเจ้าของบ้าน ออกมาแบ่งกันกินจนอิ่ม แล้วเถ้าแก่ไล้ผู้รอบคอบพูดว่า “เทวดาไม่มีหรอก อาหารนี่ อั๊วซื้อมา” “ลื้อน่ะแหละคือเทวดา” ตาเฉยตอบเถ้าแก่ไล้ตัวชาด้วยความดีใจ ตาเฉยพูดว่า “ลื้อเป็นเทวดา เพราะฉะนั้น ลื้อต้องกลับไปอยู่ที่โรงสี”พี่อาจินต์จบเรื่องสั้นตรงนี้ ทำให้ผมคิดถึงกองอิฐปูนตึก สตง.ถล่มที่สวนจตุจักร ใกล้บ้าน ทุกๆชีวิตใต้กองอิฐปูนที่รอดและตาย อีกหลายชีวิตที่ทุ่มเทช่วยเหน็ดเหนื่อยเต็มที่ ใครเป็นผีใครเป็นเทวดา ก็พอรู้กันส่วนใคร? ที่เฉียดไปบ้าง บางเวลา จะไปเอาหน้าหรือไปตามหน้าที่ พวกเขาจะเป็นผีหรือเป็นเทวดา ผมไม่รู้เอาจริงๆ.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม