รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เอาจริง ใช้มาตรการตัดไฟ งดจำหน่ายน้ำมันให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการตัดวงจร แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ธุรกิจสีเทา ที่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน 5 จุดด้วยกันคือบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1-2 อ.แม่สอด จ.ตาก บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี และด่านท่าขี้เหล็ก จ.เชียงราย (แต่ไม่ตัดอินเตอร์เน็ตเพราะตัดไม่ได้) ที่เห็นเป็นข่าวคือภาพเจ้าหน้าที่ กฟภ.และผู้เกี่ยวข้องทำพิธีตัดไฟอย่างเป็นทางการ ภาพชาวเมียนมาแห่กันมาซื้อน้ำมันกักตุนเพราะเกรงว่าน้ำมันจะขาดแคลน ภาพบริเวณสำนักงาน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในฝั่งเพื่อนบ้าน ไม่สว่างไสวเหมือนทุกวัน และตามรายงานข่าวจากฝั่งเมียนมาแจ้งว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้รับผลกระทบบ้างเล็กน้อยเพราะซื้อไฟจาก สปป.ลาว มาทดแทน และใช้เครื่องปั่นไฟช่วย ส่วนประชาชน ก็ใช้ชีวิตปกติธรรมดาไม่เดือดร้อนอะไรมาก อย่าลืมว่า กฟภ.ไม่ได้ตัดการใช้ไฟฝั่งเมียนมาทั้งหมด ตัดไปเฉพาะ 5 จุดที่กล่าวมาแล้ว เบื้องต้นความเสียหายฝั่งเมียนมาไม่เท่าไหร่ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก็ยังเฉิดฉายได้ต่อไปแต่ฝั่งเราจะสูญเสียรายได้จากการขายไฟ 5 จุด ที่ตัดการจ่ายไฟไปประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเราก็ไม่มีสัญญาว่าจะตัดไฟไปนานแค่ไหนกี่ปีกี่เดือน แต่ถือว่าได้ให้ความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์เรียบร้อยแล้ว นายกฯแพทองธาร ชินวัตร จะได้ไปคุยกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ว่า ประเทศไทยไม่ได้นิ่งดูดายในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะตามข่าวที่ว่ามีแรงกดดันจากจีนในเรื่องนี้ เนื่องจากมีคนจีนถูกหลอกได้รับความเสียหายจำนวนมาก ถึงขนาดส่ง ผช.รมต.ความมั่นคง มาลงพื้นที่ให้เห็นสถานการณ์เองกับตาส่วนข้อเรียกร้องจากสังคมว่าทำไมไม่ตัดอินเตอร์เน็ตด้วยอันนี้เรื่องใหญ่เพราะเป็นเรื่องของภาคเอกชนไม่ใช่สัญญารัฐต่อรัฐ ถึงแม้จะตัดอินเตอร์เน็ตไปแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้มาก แต่ผลกระทบกับคนชายแดนจะเดือดร้อนทั้งฝั่งไทยฝั่งเมียนมา ยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อแน่นอน สรุปว่าคนจะกระทำความผิดก็หาช่องทางที่จะทำผิดจนได้ ควรไปเข้มงวดกับคนไทยและต่างชาติที่เข้าออกประเทศมากกว่า การช่วยเหลือเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์บางครั้งก็เป็นดาบสองคมสังเกตให้ดีงานนี้ รัฐบาลทหารเมียนมาเงียบสงบ ฝ่ายความมั่นคงบ้านเรานิ่งสนิท ส่วนการเมืองไทยไม่มีอะไรคืบหน้าไปกว่า การเมืองล้วนๆ ไม่มีบ้านเมืองปน โฟกัสเข้าไปใน ป.ป.ช. ได้ประธาน ป.ป.ช.คนใหม่ สุชาติ ตระกูลเกษมสุข (อดีตผู้พิพากษา) ด้วยมติ 5 ต่อ 2 เสียง จากกรรมการทั้งหมด 7 คน วิทยา อาคมพิทักษ์ สุวณา สุวรรณจูฑะ สุชาติ ตระกูลเกษมสุข เอกวิทย์ วัชชวัลคุ แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ภัทรศักดิ์ วรรณแสง และประภาศ คงเอียด ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งมาสดๆร้อนๆ ก่อนหน้านี้ตอนที่ คดีบิ๊กโจ๊ก กำลังดัง ก็มีชื่อ ส. โผล่ขึ้นมากลางวง มีคดีการเมืองใน ป.ป.ช.ที่ใกล้จะชี้มูลความผิด คือกรณี อดีต สส.ก้าวไกล 44 คน ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วนใหญ่จะเป็นแกนนำรุ่นที่ 2 ถ้าถูกตัดสิทธิทางการเมืองเที่ยวนี้ สีส้มจะกลายเป็นสีส้มอ่อน ทันที ประเทศไทยจะไปเอาอะไรมากมาย เมื่อการเมืองการละครต้องใช้เรตติ้งเป็นตัวชี้วัดทำใจได้ก็ทำใจ ตัดใจได้ก็ตัดใจเสียเถอะโยม.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม