พื้นความรู้กะริบกะร่อย...หลังยุคเสียกรุงฯ เราเคยมีหัวหน้าก๊กใหญ่ก๊กหนึ่ง เป็นพระประวัติศาสตร์เขียนว่าห่มจีวรสีแดง เรียกกันว่า หลวงพ่อพระฝางมาถึงสมัยนี้ ยังพอมีคนทันเห็น...พระ เอ๊ย! ท่านให้เรียกสมณะ หลวงพ่อโพธิรักษ์ สันติอโศก ห่มจีวรสีดำส่วน “ท่านยันตระ” คนที่ยังนับถือท่านก็ทันเห็นห่มจีวรสีเขียวแต่สำหรับพระโดยทั่วๆไป ที่ตอนนี้เรามีสองนิกาย มหานิกาย กับธรรมยุติกนิกาย ห่มจีวรคนละแบบแต่สีคล้ายๆกัน แต่เมื่อสังเกตกันจริงๆก็ยังสีเหลื่อมหลายๆสีในหนังสือ 108 ซองคำถาม เล่ม 12 (สำนักพิมพ์สารคดี) มีคำถามจีวรพระหลายสี สีบอกความอะไรหรือเปล่า?คำตอบ...เรื่องสีจีวรบอกความหมาย ไม่มีหลักฐานชัดเจน เพียงบอกชนิดของวัสดุที่นำมาย้อมเท่านั้นในพระไตรปิฎกเล่ม 5 บรรทัดที่ 4.475-4.523 หน้าที่ 183-185 บันทึกว่าแต่เดิมนั้นพระสงฆ์นุ่งจีวรต่างกัน เช่น ผ้าคากรอง ผ้าเปลือกไม้กรอง ผ้าผลไม้กรอง ผ้าทำด้วยผมคน ทำด้วยขนสัตว์ ปีกนกเค้า หนังเสือ ก้านดอกรัก เปลือกปอ ฯลฯ ซึ่งวัสดุบางอย่าง ไม่เหมาะสมพระพุทธเจ้าจึงบัญญัติให้ย้อมสีจีวรด้วยน้ำย้อมจากรากหรือเหง้าไม้ ต้นไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ ดอกไม้ และผลไม้ เท่านั้น สีที่ได้จะออกสีกรัก เหลืองหม่นหรือเหลืองเจือแดงเข้มขึ้นอยู่กับว่าใช้น้ำย้อมจากส่วนใดของพืชประเภทใด หรือผสมสีมากน้อยต่างกันอย่างไรสีจีวรแต่ละผืนแม้จะออกมา ไม่สม่ำเสมอ แต่ที่เหมือนกัน คือจะไม่ฉูดฉาดแต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีพระรูปหนึ่ง ชื่อพระฉัพภัคคีย์ ทรงจีวรสีครามล้วน เหลืองล้วน แดงล้วน บานเย็นล้วน ดำล้วน แสดล้วน ชมพูล้วนนอกจากทรงจีวรเจ็ดสี จีวรบางผืน บ้างไม่ตัดชาย บ้างชายยาว ชายเป็นลายดอกไม้ ชายเป็นแผ่น สวมเสื้อ สวมหมวก โพกผ้า ประชาชนเห็นเข้าก็พากันติเตียนเรื่องเข้าถึงพระกรรณพระพุทธเจ้า ตรัสห้ามไม่ให้นุ่งห่มจีวรเจ็ดสีนั้น รวมถึงห้ามนุ่งห่มจีวรลักษณะต่างๆ แบบพระฉัพภัคคีย์ รูปใดฝืนบัญญัตินี้ ถือว่าอาบัติมาถึงยุคปัจจุบันพุทธศาสนามีหลายนิกาย นุ่งห่มจีวรด้วยสีต่างๆไปตามคติ และวินัยของนิกายนั้นๆสำหรับพระไทยนิยมใช้สี่สี คือ เหลืองเจือแดงพระราชนิยม(ออกเหลืองหม่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสว่า มองแล้วสบายตาไม่ใช่สีส้มหรือดำมืดเกินไป)กรักเขียวแก่นขนุนและกรักแดงบางครั้ง สีจีวรแต่ละรูปที่พระนุ่งห่ม ก็สืบความนิยมตามกันมา จากพระอาจารย์ที่ตนเคารพ หรือธรรมเนียมจากวัดที่บวชเพื่อความเป็นระเบียบเท่านั้นก่อนจะจบเรื่องนี้ก็มีข่าว ดูเหมือนจะมาจากละครดังช่อง 3 ชื่อทำนอง “น้องเป็นห่านไม่ใช่หงส์” พระสมัยรัชกาลที่ 3 ตอนนั้นพระธรรมยุตยังไม่มี ท่านนิยมห่มจีวรลายดอกพิกุลผมจึงนึกขึ้นได้ คนเล่นพระพุทธรูปเก่า รู้จักศิลปะเชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง อยุธยา...พอถึง “รัตนโกสินทร์” มีคำสร้อยต่อว่า “จีวรดอก” ก็เนื่องมาจากพระสงฆ์ท่าน นิยมห่มจีวรลายดอกพิกุลนี่เองพอถึงรัชกาลที่ 4 ทรงคงเห็นว่า จีวรดอกเข้าทางพระฉัพภัคคีย์ จีวรเจ็ดสี โปรดให้เลิกไปเสียก่อนคนรุ่นผมก็ได้แต่เสียดาย เกิดมาไม่ทันเห็นพระห่มจีวรลายดอกพิกุล สวยแค่ไหน? แล้วสมมติว่าถ้าพระท่านยังห่มกันอยู่ ผมพยายามคิดว่าสื่อจะค่อนขอดพระท่านอย่างไร?กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม