“กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือ สิทธิบัตรทอง 30 บาท ได้รับจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาบริหารจัดการกองทุนฯให้บรรลุเป้าหมายตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545...มุ่งสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับ “คนไทยทุกคน” ที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพรองรับ เข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขที่จำเป็นได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง ไม่มีปัญหาการเงินเป็นอุปสรรค โดยแต่ละปี สปสช.ได้จัดทำรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเพื่อรับทราบผลการดำเนินงานตามมาตรา 18 (12) แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ในปีงบประมาณ 2566 นับเป็นอีกปีหนึ่งที่ สปสช.ได้ทำบทบาทและหน้าที่ โดยมีคนไทยมีสิทธิบัตรทองฯกว่า 47.2 ล้านคน และมีหน่วยบริการทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน 17,247 แห่งทั่วประเทศร่วมให้การดูแล โดยมีข้อมูลจำนวนของการรับบริการผู้ป่วยนอก 164.98 ล้านครั้ง และผู้ป่วยใน 6.26 ล้านครั้งในการประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2567 ที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาและเห็นชอบรายงาน “ผลการดำเนินงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2566” นำเสนอโดย พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) บอกว่า นับเป็นปีที่ 21 แล้วที่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ได้ดูแลคนไทยกว่า 47 ล้านคน ให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างครอบคลุม เสมอภาคและมีคุณภาพน่าสนใจว่า...ที่ผ่านมาได้มีการยกระดับบริการสุขภาพและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้เกิดหลักประกันสุขภาพที่มั่นคงสำหรับคนไทย เช่น นโยบายประชาชนรับบริการหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ ซึ่งมีการใช้บริการมากกว่า 1.81 ล้านครั้ง...ประชากรกว่า 9.9 แสนคน ในหน่วยบริการ 3,635 แห่ง ชลน่าน ศรีแก้วนโยบายผู้ป่วยในไม่ต้องใช้ใบส่งตัว...จากรายงานระบุว่า มีการใช้บริการนี้แล้วถึง 2 ล้านครั้ง หรือคิดเป็น 35% ของบริการผู้ป่วยในทั้งหมด ถัดมานโยบายโรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ มีการใช้บริการถึง 1.63 ล้านครั้ง ในหน่วยบริการ 191 แห่ง และการเปลี่ยนหน่วยบริการได้สิทธิทันทีไม่ต้องรอ 15 วัน เป็นต้นนอกจากการยกระดับบริการยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์อีกหลายรายการ อาทิ การตรวจไวรัสตับอักเสบบีในหญิงตั้งครรภ์ คัดกรองธาลัสซีเมียและคัดกรองซิฟิลิสในสามีและคู่ของหญิงตั้งครรภ์ การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง การตรวจยีน BRCA1/BRCA2 ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีความเสี่ยงสูงคัดกรองการได้ยินและคัดกรองโรคพันธุกรรมเมตาบอลิกในทารกแรกเกิด ผ่าตัดใส่รากฟันเทียมในผู้ที่ไม่มีฟันทั้งปาก จเด็จ ธรรมธัชอารีนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เสริมว่า ในปี 2566 บอร์ด สปสช.มีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” ให้ประสบความสำเร็จ โดยได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)“เพื่อตรวจสอบการเบิกจ่ายและการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การเพิ่มความเข้มแข็งให้ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ด้วยนวัตกรรมบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนให้ประชาชนมีความรอบรู้ ดูแลสุขภาพตนเองได้”ตอกย้ำ...บริการที่แยกเป็นกองทุนเฉพาะ “สปสช.” ยังคงได้ให้ การดูแลต่อเนื่อง ปี 2566 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี...เอดส์ได้รับการดูแล 305,527 คน ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง 92,666 คน ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ได้รับการดูแลป้องกันความรุนแรงโรค 4.27 ล้านคน ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชน 13,107 คน ผู้ป่วยติดเตียงภาวะพึ่งพิง 334,823 คน ผู้ป่วยที่เข้าถึงบริการปฐมภูมิ 2.83 ครั้ง ผู้ป่วยรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจากการรับบริการ/ผู้ให้บริการรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจากการให้บริการ 23,301 คน และประชาชนรับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 66.90 ล้านคน (ข้อมูล ณ 30 ก.ย.66)ลงลึกในรายละเอียดการบริหารจัดการกองทุนฯ แยกการดำเนินงานได้ดังนี้ หนึ่ง...ยกระดับบริการปฐมภูมิเขตเมือง เพิ่มการเข้าถึง ทั้งบริการสาธารณสุขทางไกลในลักษณะผู้ป่วยนอก...บริการการแพทย์ทางไกลดูแล 42 กลุ่มโรคผ่านแอปสุขภาพ หน่วยบริการสุขภาพทางเลือกใหม่...บริการสุขภาพเคลื่อนที่สอง...สนับสนุนหน่วยบริการนวัตกรรมสอดรับกับวิถีชีวิตใหม่ เพิ่มการเข้าถึงการรักษา...สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ไม่ว่าจะเป็นบริการที่ร้านยา คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกเทคนิคการแพทย์ คลินิกการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอีกเรื่องที่สำคัญคือ...บริการสายด่วนเลิกบุหรี่ “1600” บริการสายด่วนสุขภาพจิต “1323” สาม...หนุนเสริมใช้เครื่องมือ...อุปกรณ์ทางการแพทย์บัญชีนวัตกรรม สี่...1330 Contact Center ยกระดับสู่ “มาตรฐาน ISO 18295–1 ระบบการจัดการศูนย์ติดต่อลูกค้า” จากการพัฒนาที่เพิ่มช่องทางบริการที่หลากหลายผ่านระบบออนไลน์ บริการได้สะดวก...รวดเร็วห้า...ควบคุมคุณภาพบริการสาธารณสุขเชิงรุก แก้ไขปัญหากรณีถูกหน่วยบริการเรียกเก็บเงินโดยที่หน่วยบริการไม่มีสิทธิเรียกเก็บ กำหนดเป็นแผนดำเนินการระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) ตามจุดเน้น “คุ้มครองสิทธิประชาชนในการเข้ารับบริการ” เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาโดยจับมือกับ “สภาองค์กรของผู้บริโภค” ในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ ลดปัญหาประชาชนถูกหน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย พร้อมมีการจัดการภายในและภายนอกองค์กรที่เป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบหก...ขับเคลื่อน “ห้องฉุกเฉินคุณภาพ” ด้วย “ห้องตรวจนอกเวลาราชการ” เจ็ด...การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) แปด...บูรณาการสร้างความกลมกลืนในระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ 3 กองทุน กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม และ สปสช. ร่วมบูรณาการผ่านกลไกคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ...คณะทำงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาแต่ละระบบให้สอดคล้องกลมกลืนและมีมาตรฐานเดียวกันเก้า...พัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ในระบบฯ สิบ...หลักประกันสุขภาพไทยขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพโลกนพ.จเด็จ บอกอีกว่า การยกระดับการมีส่วนร่วม “ชุมชน” ในการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงจะสร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพชุมชน การคุ้มครองสิทธิด้วยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การสร้างความยั่งยืน...ความมั่นคง... ความเป็นเอกภาพของระบบหลักประกันสุขภาพไทย พร้อมกับหนุนเสริมนวัตกรรมทางการแพทย์ไทยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หลักประกันสุขภาพไทยสู่เวทีโลก“สิ่งที่ช่วยยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่าการยกระดับต่างๆได้เข้าไปช่วยให้การเข้าถึงบริการของพี่น้องประชาชนและระบบบริการมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คือ ภาพความพึงพอใจต่อระบบบัตรทอง 30 บาท ทั้งจากประชาชน ผู้ให้บริการ องค์กรภาคี ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นพ.จเด็จ กล่าวทิ้งท้ายคลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม