เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมานี้เอง ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในกรณีที่นิสิตจุฬาฯได้จัดแห่แหน “พระเกี้ยว” ด้วยรถกอล์ฟและมีการประดับประดาที่ลวกๆเหมือนไม่ให้เกียรติแก่พระเกี้ยว นำความสะเทือนใจมาสู่ผู้ที่ได้เห็นภาพนี้จำนวนมากผมเองเป็นบุคคลหนึ่งที่ไม่อยากเห็นการขัดแย้งในสังคมไทย และได้เขียนถึงความรักสามัคคีของคนไทยมาโดยตลอด คงจะไม่เขียนอะไรให้ การวิพากษ์วิจารณ์และการขัดแย้งในประเด็นนี้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีกแต่ในฐานะผู้ที่มีความเข้าใจมีความเคารพและศรัทธา “พระเกี้ยว” หากจะไม่เขียนถึงเรื่องนี้เลยก็ดูกระไรอยู่ และจะกลายเป็นคนที่ไม่เห็นคุณค่าของ “พระเกี้ยว” ไปอีกคนหนึ่งเสียเท่านั้นผมเป็นลูก “พระเกี้ยว” ในฐานะศิษย์เก่า โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ครับ ซึ่งใช้ “พระเกี้ยว” เป็นสัญลักษณ์เช่นเดียวกับจุฬาฯช่วงที่ผมสอบเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเมื่อ พ.ศ.2501 นั้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย ยังเข้าใจผิดเรียกโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาว่า “โรงเรียนเตรียมจุฬาฯ”เหตุเพราะเมื่อ พ.ศ.2480 หรือก่อนนั้นเล็กน้อย ระบบการศึกษาของเรากำหนดให้มีการจัดตั้ง “โรงเรียนเตรียม” สําหรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยดัง เช่น “ธรรมศาสตร์” ก็มี “เตรียม มธก.” ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับเตรียมเข้าธรรมศาสตร์สำหรับจุฬาฯนั้น สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้อธิการบดีจุฬาฯยุคดังกล่าว ก่อตั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นในการประชุม เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2480อีกทั้งได้แต่งตั้ง ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นผู้อำนวยการ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์ ท่านแรกแม้ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2490 จะมี พ.ร.บ.การศึกษาออกมา ใหม่ ส่งผลให้โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์ต้องแยกตัวจากจุฬาฯไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหมดสิทธิ์เข้าเรียนต่อจุฬาฯ หลังเรียนจบจะต้องไปสอบเข้าเช่นเดียวกับโรงเรียนอื่นๆเท่านั้นแต่ผู้คนรุ่นเก่าๆก็ยังเรียกติดปากว่า เตรียมจุฬาฯ มาจนถึงปี 2501 หรืออีก 10 ปีต่อมา ที่ผมมาสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมในช่วงที่ผมเข้าเรียน มีอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งที่พวกเราเรียกว่า “อาจารย์เจ้าคุณ” จะมีราชทินนามว่าอย่างไรจำไม่ได้เสียแล้ว เพราะเรียกกันว่า “อาจารย์เจ้าคุณ” จนติดปากท่านจะมาเล่าเรื่องเก่าๆ สมัยโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษายังขึ้นอยู่กับจุฬาลงกรณ์ และเล่าถึงความเป็นมาของ “ตราพระเกี้ยว” และ “สี ชมพู” ที่เป็นสัญลักษณ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถ่ายทอดมาเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาด้วยในที่สุดสรุปข้อใหญ่ ใจความได้ว่า “พระเกี้ยว” หรือ “จุลมงกุฎ” เป็นศิราภรณ์ประดับพระเกศา หรือพระเศียร ของพระราชโอรส พระราชธิดาของพระมหากษัติริย์ และต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ได้ทรงนำมาใช้เป็น “พิจิตรเลขา” ประจำรัชกาลทั้งนี้ เพราะพระปรมาภิไธย “จุฬาลงกรณ์” ของพระองค์ท่านนั้นแปลว่า เครื่องประดับศีรษะ หรือ “จุลมงกุฎ” หรือมงกุฏน้อย หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “พระเกี้ยว” นั่นเองเท่าที่มีการบันทึกไว้เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงตั้ง โรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน ก็โปรดเกล้าให้ใช้ “พระเกี้ยว” เป็นตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนและใช้มาตลอดจนถึงยุควิวัฒนาการมาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบันไม่เพียงแต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้นที่ใช้ตราสัญลักษณ์ “พระเกี้ยว” ยังมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ และโรงเรียนต่างๆอีกจำนวนหนึ่งได้ใช้ “ตราพระเกี้ยว” เป็นสัญลักษณ์ด้วย แต่ทั้งนี้ก็จะต้องทูลเกล้าขอพระบรมราชานุญาตเสียก่อนจึงจะนำไปใช้ได้พระเกี้ยวจึงเป็นของสูงและศักดิ์สิทธิ์ที่รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานแก่พสกนิกรของพระองค์ และรัชกาลต่อมาก็จะทรงโปรดเกล้าฯให้ใช้ได้ เมื่อมีการกราบบังคมทูลเกล้าฯขอพระราชทานดังที่กล่าวไว้แล้วจึงควรที่ทุกๆสถาบันที่ได้รับพระราชทานโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้จะนำ “พระเกี้ยว” ไปใช้ด้วยความเคารพเทิดทูนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เนื่องเพราะการเทิดทูนพระเกี้ยวนั้นมีความสำคัญเสมือนหนึ่งเทิดทูนพระปิยมหาราช หรือในหลวงรัชกาลที่ 5 ของเราโดยตรง.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม