ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ผ่านพ้นไปอีกเดือนหนึ่งกำลังจะเข้าสู่ เม.ย.67 ว่ากันว่าจะเป็นเดือนที่ร้อนสำหรับเมืองไทยแต่เป็นเดือนที่เย็นสำหรับรัฐบาลเพราะนอกเหนือจากเทศกาลสงกรานต์ที่จะจัดกันทั่วประเทศตลอดทั้งเดือนเลยก็ว่าได้ หวังกระตุ้นท่องเที่ยวอย่างเต็มที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมากเพื่อร่วมเทศกาลที่ว่ารัฐบาลจะไม่ร้อนก็เนื่องจากสภาจะปิดสมัยประชุมตั้งแต่ 10 เม.ย.เป็นต้นไป คงทำให้การเมืองลดความร้อนแรงไปโดยปริยายก่อนไปถึงตรงนั้นเหลืออีกด่านเดียว ระหว่าง 3-4 เม.ย.ที่ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติโดยรูปการณ์แล้วไม่น่าจะหนักหนาอะไรมีแต่คอยติ๊กรายชื่อคนไหนจะถูกเปิดโปงเรื่องอะไร เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ หากมีความจำเป็นที่ต้องปรับ ครม.แม้จะยังไม่มีไอเดียเรื่องนี้ก็ตามที่เบาตัวไปกว่านั้นก็คือนโยบายประชานิยม “ดิจิทัลวอลเล็ต” แจกหัวละ 10,000 บาท ก็เข้ารูปเข้ารอยแล้วเมื่อหาทางออกจนพบสูตรสำเร็จ โดยจะแจงรายละเอียดในวันที่ 10 เม.ย.67พูดง่ายๆว่าสถานการณ์ ณ เวลานี้ดีกว่าช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จะเพราะอะไรก็แล้วแต่ อย่างหนึ่งที่ทำให้ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี มีความมั่นใจมากขึ้นก็คือ“ทักษิณ ชินวัตร” ที่ได้รับอิสรภาพจากการพักโทษและสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ใครที่คิดว่าเขาจะวางมือการเมืองหันไปเลี้ยงหลานอยู่ที่จันทร์ส่องหล้านั้น เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เนื่องจากมีภารกิจที่ต้องทำอีกหลายเรื่องอีกทั้งตัวเองก็ยังติดใจรสชาติอยู่ เพราะการเมืองนั้นมันสนุกตื่นเต้นกว่าอะไรทั้งหมด ยิ่งเคยมีอำนาจบารมีและผ่านเหตุการณ์มาหลายอย่างจะให้นั่งอยู่เฉยๆก็ใช่ที่...โดยเฉพาะภารกิจที่ต้องรับผิดชอบทั้งในส่วนของตัวเองที่จะต้องผลักดันลูกสาวไปสู่จุดสำเร็จทางการเมือง...นั่นเรื่องหนึ่งอีกเรื่องหนึ่งคือการตอนคู่แข่ง “สีส้ม” ไม่ให้เติบโตทางการเมืองนี่แหละคือเหตุผลที่ยังวางมือไม่ได้!ล่าสุดที่เป็นข่าวความเคลื่อนไหวก็คือบรรดานักการเมืองที่ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศจำนวนหนึ่ง ที่ต้องการกลับบ้านไม่ต่างกับ “ทักษิณ” ที่นำร่องเป็นคนแรก“จักรภพ เพ็ญแข” คือรายล่าสุดได้เดินทางกลับมาแล้วอีกหลายคนกำลังรอคิวเป็นรายถัดไป เพราะมีคนนำร่องให้เห็นแล้วสำหรับ “จักรภพ” นั้นเคยเป็นรัฐมนตรี และโฆษกรัฐบาล สมัยที่ “ทักษิณ” เป็นนายกรัฐมนตรี ฝีมือขนาดไหนก็พอรู้มือกันจัดว่าเป็นเสื้อแดงระดับ “ตัวพ่อ” ที่ได้รับการยอมรับการตัดสินใจกลับเมืองไทยนั้นเขาบอกว่าได้คุยกับ “ทักษิณ” เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ารอดปลอดภัยแน่อีกทั้งคดีที่ค้างอยู่นั้น ก็ไม่หนักหนาอะไรพอสู้ได้ไม่ใช่ ม.112 ที่เป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวข้องกับวาระต่างๆมากมาย ทำให้ทางสะดวก ไม่ต้องยุ่งยาก แถมใบค้ำประกันเป็นอย่างดีคนอื่นๆที่ต้องการกลับเข้ามานั้น หากไม่ติดคดี ม.112 น่าจะคืนรังได้เลยแต่ที่ติดคดี ม.112 นั้น คงต้องรอไปอีกระยะหนึ่ง เพราะไม่มีใครการันตีให้ได้ ข้อสำคัญคือต้องเป็น “สายตรง” ทักษิณจริงๆ จึงมีโอกาสหรือก็ต้องรอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ “ก้าวไกล” ซึ่งพ่วง ม.112 ไปด้วย แต่ดูแล้วคงจะยาก เพราะเสียงคัดค้านมีมากนี่เป็นหมากอีกชั้นหนึ่งของ “ทักษิณ” เพื่อเรียกใจมวลชนเสื้อแดงให้คืนกลับมาและยังนำคนเก่งมาช่วยงานรัฐบาลได้อีกด้วย!“ลิขิต จงสกุล”คลิกอ่านคอลัมน์ “สับรางวันอาทิตย์” เพิ่มเติม