ปกหลังหนังสือ “วิสาสะ” เล่ม 2 ว่าด้วยการหนังสือพิมพ์ไทย ยุครัชกาลที่ 5, 6 และ 7 (ต้นอ้อแกรมมี่ พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2539) บอกประวัติ สถิตย์ เสมานิล ผู้เขียนไว้ว่า เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์คนแรกที่ถูกจำคุกสามปีประสบการณ์แกร่งกล้า เกรียงไกร ยาวนานถึงปานนั้น...จู่ๆ ท่านก็ตั้งคำถาม “คนหนังสือพิมพ์ควรรู้อะไรบ้าง หรือควรทรงคุณวุฒิขั้นไร” แล้ว ท่านก็ขอสมมติตัวเอง ตอบเองคุณสถิตย์ อาศัยความช่ำชองที่พบเห็นมา สรุปว่า คนหนังสือพิมพ์ รู้การควร การไม่ควร รู้ทันโลก รู้บุคคล รู้ประโยชน์ รู้เวลา รู้สถานที่ สำหรับวุฒิการศึกษา รู้ภาษา และหนังสือแห่งชาติของตัว เท่านี้ก็พอความรู้นอกนั้น เป็นความรู้ที่ทุกคนมีติดตัวกัน เช่น รู้จักบ้านเมืองของเรา รู้จักลัทธิธรรมเนียมของเราความรู้เหล่านี้ จะช่วยให้เรื่องที่เขียนลงตีพิมพ์ในหน้ากระดาษ ไม่นำคดีอาญามาให้แก่หนังสือพิมพ์สถิตย์ เสมานิล เล่าตัวอย่าง...สมัยเมื่อคณะราษฎร ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว เสรีภาพ อิสรภาพกำลังเฟ้อ มีราษฎรนายหนึ่งเห่อเสรีภาพเต็มที่ ฟ้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯหัวหน้ากอง บ.ก.คงจะหิวเสรีภาพมาก ได้สำเนาฟ้องจากผู้เป็นโจทก์ นำลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หลักเมือง พาดหัวหน้าแรกตัวใหญ่“ผมพบหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ที่ร้านสี่แยกวัดตึกก็ใจหาย จึงซื้ออ่านด้วยความอยากรู้ อ่านแล้วก็รู้สึกเหมือนมีเหตุร้ายใหญ่เกิดขึ้นในบ้านเมือง”คุณสถิตย์รู้จักโจทก์ นายถวัติ ฤทธิเดช ทนาย นายวาด สุนทรจามร หัวหน้าข่าว นายเกษม ภาสประภัศร์ ดีคนเหล่านี้ คุณสถิตย์บอกว่า ชื่อว่าไม่รู้การควร การไม่ควร ยิ่งคิดไปก็เห็นแต่ผลร้ายที่จะอุบัติต่อจากประพฤติการณ์นั้นเช้าวันรุ่งขึ้น ตำรวจออกตระเวนเก็บหลักเมืองฉบับนั้น อธิบดีกรมตำรวจมีคำสั่งยึดใบอนุญาตหนังสือพิมพ์ตัวอย่างต่อมา สมเด็จพระปกเกล้าฯ เมื่อประทับอยู่อังกฤษ ทรงเป็นโจทก์ฟ้องรัฐบาลเป็นคดีแพ่ง ศาลนัด บ.ก.นสพ.ทุกฉบับ ไปฟังคำสั่ง ศาลสั่งห้ามหนังสือพิมพ์โฆษณาข่าวคดีนี้นสพ.ประชาชาติ ฉบับวันรุ่งขึ้น ลงพิมพ์ข่าวกระตุ้งกระติ้ง ในการที่ บ.ก.ไปศาลวันนั้น ตอนหนึ่งว่า...ได้เวลาท่านสุภาออกนั่งบัลลังก์ เราสงบเสงี่ยมเพราะ “สาน” คือ “ศาล” จะทำลุกลี้ลุกลนหาควรไม่ต่อจากนั้นอีกวันหนึ่ง ศาลมีหมายเรียก บ.ก.ประชาชาติไปถามที่เขียน “สาน” คือ “ศาล” หมายความว่ากระไร บ.ก.จะตอบศาลอย่างไรไม่ทราบ ทราบแต่ว่าศาลสั่งปรับ บ.ก.เป็นเงินสองหรือสามร้อยบาทด้วยความที่คุณสถิตย์ รู้อะไรควรไม่ควรนี่ล่ะ...สมัยจอมพล ป.ยุคแรก มีการปฏิวัติอักษรไทย ตัดอักษรที่ท่านว่าไม่จำเป็นออกไปหลายตัวในบรรดาตัวอักษรที่ถูกตัด มีตัว อ. แล้วยก ห.ขึ้นมาแทนคุณสถิตย์สุดจะทนได้ เกิดอารมณ์กวี จึงรจนากลอน เทิดเกียรติ ห.ฝากไว้ให้แก่ผู้เสียใจกับการทำลายวรรณคดี ดังนี้สมัยนี้ ห.มีอำนาจมาก คำหลายหลากบากหน้าเข้าหา ห. แม้แต่คำเคยนำด้วยตัว อ. ก็ยังง้อ ห.นำทุกคำไปเช่น หยาก หยู่ หย่าง และหย่า ห.เข้ามานำแทนตามแผนใหม่ ตำรวจตำรับเคยกำกับ ห.เมื่อไร เดี๋ยวนี้ต้องยอมให้ ห.ขึ้นนำ ห.มีเกียรติก้องเด่นถึงเช่นนี้ ต้องเทิดเกียรติ ห.ให้ดีอย่าถลำจำจงดีที่ใดมี ห.ประจำ ผิดพลาดนำห.จะทำให้เสียภูมิสมัยนั้นท่านผู้นำขี้โมโห ไม่มี บ.ก.คนใดกล้านำไปลง นสพ.เลย ได้แต่พิมพ์แจกอ่านกันเล่นในหมู่เพื่อนวงการวรรณกรรม เป็นที่ครื้นเครงบทกวี “เทิดเกียรติ ห.ที่แหลมลึก ลื่นไหล ได้อารมณ์บทนี้ จึงไม่มีคนรุ่นหลังได้อ่านจนถึงวันนี้.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม