ใครได้ฟังคุณสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์เรื่องเรือดำน้ำ ก็คงอึ้งไปตามๆกัน ทั้งๆที่จีนเป็นฝ่ายผิดเงื่อนไข ไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์เยอรมันมาใส่ในเรือดำน้ำได้ตามที่ระบุในสัญญา แต่คุณสุทินกลับบอกว่า “ไม่ได้มองว่าจีนผิดสัญญา แต่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงมากกว่า เพราะเป็นเรื่องของจีทูจี”เมื่อครั้งเป็น สส.ฝ่ายค้าน คุณสุทินได้รับการชื่นชมว่ามีความสามารถในการอธิบายเรื่องยากซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายๆ พูดเก่งแม่นประเด็นเรียบเรียงเนื้อหาดี จนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้กล่าวสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลลุงตู่ แต่มาวันนี้พอ “บิ๊กทิน” ได้เสวยอำนาจเป็น รมว.กลาโหม กลับกลายเป็นพูดเรื่องง่ายให้เข้าใจยาก ไปซะอย่างงั้นการที่จีนจัดหาเครื่องยนต์เยอรมันไม่ได้ เนื่องจากเยอรมันเพิ่งมีนโยบายไม่ขายให้จีน ซึ่งเป็นปัญหาทางการเมืองนั้น แม้เป็นเหตุสุดวิสัย จีนไม่มีเจตนาจะทำผิดข้อตกลง แต่ก็ถือว่าจีนผิดสัญญาอยู่ดี ต่อให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลไทยคำนึงถึงมิตรไมตรีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ต้องไม่ลืมสถานะว่า ไทยคือผู้เสียหาย เกรงใจพี่ใหญ่จีนได้ แต่อย่าให้เขามัดมือชก บีบให้ต้องยอมซื้อเรือฟริเกตแทนเรือดำน้ำ และต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 1 พันล้านบาทนอกจากนี้ เงินมัดจำที่จ่ายล่วงหน้าไปแล้ว 7 พันล้านบาท ฝ่ายไทยจะเรียกคืนได้แค่ไหน งบประมาณที่ตั้งไว้สนับสนุนภารกิจเรือดำน้ำ เช่น ท่าจอดเรือพี่เลี้ยง โรงเก็บทุ่นระเบิด โรงเก็บตอร์ปิโด ระบบสื่อสาร ค่าฝึกอบรมบุคลากร ฯลฯ ได้ใช้อะไรไปแล้วเท่าไหร่บ้างวันนี้ผมอยากให้คุณสุทินกลับมาเป็นคนที่อธิบายความให้เข้าใจง่ายเหมือนก่อน เพราะสังคมรอความกระจ่างอยู่ อย่าปล่อยให้การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพต้องเป็นเรื่องอึมครึมทุกครั้ง ควรเปิดเผยสัญญาให้สาธารณชนรับรู้ ไม่ว่าเงื่อนไขเป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครโทษว่าคุณสุทินกับรัฐบาลนี้อยู่แล้ว เพราะสัญญาทำไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลลุงตู่หรือหากติดขัดด้านความมั่นคง ไม่สามารถเปิดเผยเนื้อหาสัญญาทั้งหมดได้ อย่างน้อยก็ควรชี้แจงว่าไทยจะเรียกค่าเสียหาย ค่าปรับ ค่าชดเชย ได้อย่างไรบ้าง ขอเงินคืนได้ไหม ยกเลิกสัญญาเลยได้หรือไม่ ถ้าเลิกสัญญาไม่ได้ทำไมต้องซื้อเรือฟริเกตแทน เปลี่ยนเป็นซื้ออย่างอื่นที่ไม่ใช่ยุทธภัณฑ์ทางทหารได้หรือไม่ เช่น วัตถุดิบทางการเกษตร หรือสินค้าอื่นๆที่ไทยนำเข้าจากจีนอยู่แล้ว และไทยจะชำระด้วยสินค้าอื่นแทนเงินได้ไหมช่วงปี 2558-2560 ที่กองทัพเรือเสนอขอซื้อเรือดำน้ำ ยืนยันเสียงแข็งต้องเร่งจัดหาด่วน เพราะมีปัญหาภัยคุกคามและสร้างสมดุลในการรบ แล้ววันนี้ความจำเป็นเร่งด่วนเหล่านั้นไม่มีแล้วหรือ ถึงได้เปลี่ยนจะซื้อเรือฟริเกตแทน ทั้งที่เรามีเรือฟริเกตอยู่แล้ว 5 ลำใน สมุดปกขาวของกองทัพเรือ ระบุจะปรับกองเรือให้กะทัดรัด ทันสมัย และต้องการเรือที่ใช้งานกับระบบอาวุธที่มีอยู่แล้ว แต่ก็มีข่าวว่าเรือฟริเกตที่จะซื้อเป็น รุ่น Type054A ซึ่งเป็นระบบใหม่ต่างจากของเรือฟริเกตทั้ง 5 ลำที่มีอยู่ ทั้งระบบการสื่อสาร เรดาห์ จรวด กระสุน ทั้งต้องสำรองอะไหล่ อาวุธ และงบฯบำรุงรักษาอีกประเด็นที่คนเรียกร้องกันมากคือ อยากให้เจรจามาต่อเรือ ที่อู่ต่อเรือประเทศไทย กรมอู่ทหารเรือกับภาคเอกชนไทยมีศักยภาพ ที่จะทำได้อยู่แล้ว ไม่เพียงสร้างการจ้างงาน ทั้งยังเป็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีป้องกันประเทศก็ขอฝากบิ๊กทินไว้ด้วย จีนผิดสัญญาด้วยเหตุสุดวิสัยนั้นพอเข้าใจได้ แต่จงตระหนักว่าไทยเป็นฝ่ายเสียหาย เวลาเจรจาไม่ใช่แค่ไม่เสียเปรียบ แต่ต้องให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ "หมายเหตุประเทศไทย" เพิ่มเติม