ก็คงพอมีเหตุมีผลให้คิดได้ ทำไมการละเล่นขึ้นหน้าของชายโบราณ หัวล้านชนกัน และการละเล่นของหญิงโบราณนมยานตีเก้ง ที่ว่ากันว่าสนุกหนักหนา จึงไม่มีในวันนี้การเล่นนมยานตีเก้ง ฟังชื่อก็เรียกเสียงฮือ ขนาดของนม ความยาวระดับเรียกยาน และวัยของคนเล่นจะรุ่นไหน และกระบวนท่าเก้ง อย่างไรกันแน่!ผมไล่เลียงหา ในสารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ พ.ศ.2529 (เรียงเรื่องตามอักษรครับ ไม่มีสารบัญ) เจอในเล่ม 4 เล่มที่ปกบอกเรื่อง ตำนานเมืองปัตตานี-นาขึ้นวัด อาจารย์อุดม หนูทอง ค้นคว้ามาเล่านมยานตีเก้ง “มีมาก่อนโนรา” โนราวัด จันทร์เรือง ชาวสงขลา เล่าตำนานโนรา วันหนึ่งพระอินทร์ส่องทิพยเนตรไปเมืองสกุลชมพู เห็นการฉลองงานไหนๆ มีการละเล่นกันอยู่ 2 อย่าง หัวล้านชนกัน กับนมยานตีเก้งจึงทรงให้มีนักรำแบบใหม่ คือโนราขึ้นมาไม่มีหลักฐาน โนราเกิดในยุคใดสมัยไหน แต่พิจารณาจากข้อวินิจฉัยหลายกระแส ที่พอจะอนุโลมได้ว่าอย่างน้อยก็เริ่มตั้งแต่ปลายสมัยศรีวิชัยวรรณกรรมภาคใต้ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อกวีกล่าวถึงการละเล่นในงานนักขัตฤกษ์ งานสมโภชใดๆ การละเล่นที่มักไม่เคยขาด ทั้งยังเน้นไว้เป็นพิเศษ คือหัวล้านชนกัน นมยานตีเก้ง แสดงว่าเป็นกีฬาสนุกนิยมกันมากเฉพาะนมยานตีเก้ง ดูจากวรรณกรรมเก่าๆ ผู้เล่นเป็นหญิงสูงอายุ ร่างกายแข็งแรง และสำคัญที่สุด คือต้องมีนมโตและยาน “ยานแค่ไหน” วรรณกรรมเรื่องปองครกคำกาพย์ว่า “นมยานถึงพก” สุทธิกรรมชาดก “เท่าแตงโม”“โตแค่ไหน” วรรณกรรมเรื่องสังข์ทองว่า “โตเท่าไห” สุบินคำกาพย์ “นมเท่าแม่ขัน”อาจารย์อุดมอ่านจากวรรณกรรมหลายๆเล่ม พบด้วยว่านางกีฬาหญิงบางคนเขียนลายนม ในวรรณกรรมเรื่องสินนุราช การสักลาย อาจเป็นลายสักหมึกเป็นรูปทั่วๆไป หรืออาจเป็นลายยันต์ก่อนการเล่น...มีการเปรียบคู่เช่นเดียวกับเปรียบมวย เริ่มต้นด้วยการถอดเสื้อปล่อยผม แล้วหันหน้าเข้าหากันเมื่อกรรมการให้สัญญาณ...ทั้งสองฝ่ายก็จะเริ่มเต้นหรือรำไปตามจังหวะเพลงท่าเต้นเลียนแบบอีเก้ง หรือฟาน สัตว์สองชนิดนี้ มักจะกระโดดเต้นดีดขา ขณะที่เต้นตาต้องจ้องคู่ต่อสู้ มีการโยกตัว กลอกหน้าตาหลอกล่อ เมื่อได้จังหวะก็กระโดดเข้าใส่เอานมเหวี่ยงฟาดนมฝ่ายตรงข้ามอาจโยกตัวหลบ อาจเอานมรับ แต่ส่วนใหญ่จะไม่หลบฟาดกันไปเลย ท่ามกลางกองเชียร์นอกจากเสียงเชียร์ ยังมีเดิมพันล่อใจ จึงจะเล่นแบบมวยล้มต้มคนดู หย่อนฝีมือให้กันไม่ได้สังข์ทองคำกาพย์ ตอนหนึ่งพรรณนาว่า “โปกปับรับแผละ จังกะหมังนั่งคะแยะ ล้มลุกขึ้นพลัน แล้วเข้าปะพรม ให้นมระกัน ร่ำร่อนฟอนฟัน หันมาหันไป”มโนตามคำกาพย์ เห็นภาพแล้วน่าสนุกมากๆ อาจารย์อุดมหนูทอง บอกว่า ผู้หญิงสมัยหลังคงได้รับวัฒนธรรมใหม่ เช่น การสวมเสื้ออย่างชาวตะวันตก จึงมองว่ากีฬาชนิดนี้ไม่เหมาะด้วยกาลสมัยนับวันก็จะหาผู้เล่นได้ยาก จึงเลิกรากันไปเป็นอันว่า เพราะผู้หญิงหน้าบาง พูดให้เจ็บ มียางอาย จะเป็นกีฬา เป็นอาชีพ ก็จึงไม่กล้าเอานมไปตีกันต่อระดับความอายของผู้หญิง...ที่ว่า...ถ้าเปรียบกับระดับยางอายของนักการเมือง...ที่กำลังจีบปากจีบคอ ตอหลดตอแหล หน้าด้านหน้าดำ ร่วมกันตั้งรัฐบาล แล้วก็คงชิดซ้ายลงคูไปเลยนี่ถ้าประชาธิปัตย์ คู่กัดสงครามกลางเมืองกับเพื่อไทย ยอมไปร่วมอีกพรรค ก็คงเหลือ...พรรคก้าวไกลพรรคที่พูดเรื่องจริง ไว้เป็นตัวเลือกเดียวผมภาวนาขอให้มีการเลือกตั้งครั้งหน้า...ผมจะเลือกพรรคก้าวไกล...คำโบราณว่า คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง...ผมยอม อยู่แค่ในบ้าน ดีกว่าอยู่กับคนทั้งเมืองที่โกหกโกไหว้.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ "ชักธงรบ" เพิ่มเติม