เผชิญหน้า-แตกหัก-นองเลือด-ปรองดอง เปลี่ยนแปลง-สงบ-ขัดแย้งใหม่ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เจ้าของทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย บอกถึงการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย เผชิญกับสิ่งเหล่านี้มาตลอด ตั้งแต่ 24 มิ.ย. 2475 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในรอบ 30 ปี สังคมเปลี่ยนแปลง และการเมืองเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถามว่าหลังการเลือกตั้งวิตกไหม ถ้าใช้มุมมองยาวๆก็ไม่วิตก“เพราะหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน การเมืองแต่ละช่วงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น น่าวิตกธรรมชาติการเมืองไทยเป็นอย่างนั้น คนไทยมีความสามารถ เอาตัวออกจากแต่ละช่วงวิกฤติได้แบบน่าอัศจรรย์ตอนนี้รอพิสูจน์ความสามารถของผู้นำหลายๆฝ่าย นำประเทศออกจากความขัดแย้งได้มากน้อยแค่ไหน ใช้เวลานานเท่าไหร่ เชื่อว่าจากนี้ไปกำลังเข้าสู่การประนีประนอม ปรองดอง สามัคคี”กลับเข้าสู่ภาวะปกติของการเมืองไทยอยู่ในรัฐบาลมานาน มีมุมคิดอย่างไรต่อกรณีพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพิเศษ ยึดวาระประเทศ วาระประชาชน แก้วิกฤติรัฐธรรมนูญ วิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน และวิกฤติความขัดแย้ง นายเอนก บอกว่า เหตุการณ์หลายอย่างที่คนร่วมสมัยกังวลอาทิ มีอยู่ช่วงหนึ่งอีสานไม่พอใจ ที่ถูกทำให้เชื่อว่าส่วนกลางดูถูก ทำให้คนอีสานจำนวนหนึ่งอยากแยกดินแดน ในที่สุดก็ลงตัว อีสานกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยที่แข็งขันมาก ภาคใต้ก็เช่นเดียวกันหลังเกิดคดีปล้นปืน เหตุการณ์ก็เบาลงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาล สงครามที่ต่อสู้ยาวกว่า 20 ปี ฝ่ายคอมมิวนิสต์มีกองกำลังอยู่กว่า 50 จังหวัด สุดท้ายสงบแบบไม่ต้องใช้การสงคราม ไม่มีใครคิดว่าจะสงบได้ อีกช่วงหนึ่งเวียดนามบุกกัมพูชา คนกัมพูชาเข้ามาอยู่ในไทยนับล้าน ปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด เราก็จัดการได้ในที่สุดข้อดีของรัฐไม่เคยถอดใจที่ใช้สันติวิธีคนไทยไม่ถนัดในการแตกหัก เราต้องไม่มองตัวเองต่ำไป อย่าไปคิดอะไรด้านเดียว ขอให้มีความระมัดระวัง ขอให้จิตใจปรารถนาดีต่อบ้านเมือง อะไรที่ปรองดองได้ ยอมได้ก็ยอม แทนที่จะดื้อรั้นอย่างเดียว ในที่สุดเชื่อมั่นผ่านไปได้ด้วยดี การสลายขั้วการเมืองจัดตั้งรัฐบาลเปิดประตูบานแรกสู่ความปรองดอง เพราะภายใต้โครงสร้างของประเทศไทย ทั้งชนชั้นนำ ทุน พรรคการเมือง ประชาชนกำลังปรับตัวให้สมดุล นายเอนก บอกว่า เปลี่ยนกันแล้วทั้งนั้นการเมืองไทยไม่ใช่แค่เปลี่ยน ยังเปิดให้กลุ่มใหม่ๆเข้ามาได้ไม่หยุดเลย เห็นชัดเจนที่สุดมีนักการเมืองใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก จำหน้า สส. ไม่ได้เลยสักคนแสดงว่าการเมืองก็ไม่เลวนะ ใครต่อว่าอะไรก็ว่าไป แต่ผู้แสดงในแต่ละเหตุการณ์ก็มีช่วงนี้ มีตรรกะ มีความจำเป็นอย่างคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เตรียมกลับประเทศไทยและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คงได้รับการยอมรับจากคนที่เคยคัดค้าน ต่อต้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะให้อภัย คุณทักษิณก็คงมีกำลังใจทำอะไรให้บ้านเมืองต่อส่วนพรรคก้าวไกล หวังว่าเมื่ออยู่ในระบบก็ได้รับการกล่อมเกลามากขึ้น อยากให้มองการเมืองในแง่บวก แทนที่มองแค่มุมเดียว ต้องปะทะกันแน่ๆการพัฒนาการเมืองเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อเกิดปรากฏการณ์พรรคก้าวไกล นายเอนก บอกว่า การเมืองเป็นเรื่องของความคิด ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ช่วง 2475 เป็นความคิดริเริ่มรัฐธรรมนูญ ต่อสู้ขับเคี่ยวกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลงเอยเป็นการปกครองแบบที่บางคนเรียกว่า ราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ บางคนเรียกว่า การปกครองแบบประชาธิปไตย บางคนเรียกว่า การปกครองแบบมีรัฐธรรมนูญช่วง 14 ตุลา 16 แนวพรรคสังคมนิยมต่อสู้กับพรรคอนุรักษ์ผสมเสรีนิยม จนบางคนคิดว่าประเทศไทยคงล่มจมปัจจุบันเป็นพรรคก้าวไกล ที่ยังมองเมืองไทยแบบเดิม ผมคิดว่าเขามองไม่ถูก เมื่อเป็นความเห็นเราก็พอฟังเขาได้ แต่เขาต้องพิสูจน์ตนเอง ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ย่อมอยู่ไม่ได้นาน เหมือนพรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่ยาวนานที่สุด แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอย่างมาก ฉะนั้นพรรคก้าวไกล อย่าลิงโลดใจเกินไปต้องพิสูจน์ตัวเอง มีความถ่อมตัว จัดการมวลชนให้ดี พาประเทศไทยไปสู่อุดมคติที่ดีอุดมคติต้องเปลี่ยนได้-ยืดหยุ่นพรรคก้าวไกลในความเป็นจริงยังมีอุดมคติไม่ค่อยชัดเจนเป็นเสรีนิยมก็ไม่ใช่ เสรีนิยมต้องเชื่อว่า ความคิดของคนอื่นอาจจะถูกก็ได้ ไม่เชื่อมั่นในความคิดของตนเองจนเกินไป ควรปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามได้ชี้แจง“อย่ามองข้ามฝ่ายอนุรักษ์ ที่เกิดหลังจากมีเสรีนิยม เพราะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงแบบเสรีนิยมเป็นระบบเกินไป บางทีนำไปสู่ความรุนแรงอย่าไปคิดแต่ทฤษฎี ใช้ทฤษฎีที่บีบให้เราเห็นทุกๆเรื่องเข้ามาอยู่ในกรอบของทฤษฎีหมด ขอให้พยายามใช้คอมมอนเซ้นส์ทางการเมืองให้มากขึ้นเหมือนฝ่ายอนุรักษ์ซึ่งรู้ว่าควรเปลี่ยนแค่ไหน มีความเชื่อมั่นกับของเดิมที่ยังใช้ได้อยู่ ก็ใช้ไปก่อน ไม่ใช่มีค้อนแล้วทุบอะไรไปหมด ค้อนเอาใช้บางเรื่อง บางเรื่องก็ใช้กาวหรือใช้สิ่วเหมือนในประเทศอังกฤษที่ขับเคี่ยวระหว่างอนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยมมายาวนาน ส่วนใหญ่พรรคอนุรักษ์นิยมบริหารประเทศ นำพาอังกฤษเป็นจักรวรรดิใหญ่ที่สุดในโลก”“สถาบันพระมหากษัตริย์ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเยอะมาก เดี๋ยวนี้เวลาพระองค์เสด็จ ถ่ายเซลฟี่ หรืออยู่ในที่ไม่เหมาะสมให้กราบไหว้ พระองค์ท่านก็บอกให้ทำความเคารพปกติ หรือแขกต่างบ้านต่างเมืองที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า ก็มาต้อนรับ ยิ้มแย้มแจ่มใสพระเจ้าอยู่หัว ยึดกุมแนวที่ถูกต้องหลายๆเรื่อง พระองค์ท่านไม่โกรธ ไม่พูดอะไร ทำอะไรให้เกิดความร้าวฉาน พระองค์ท่านมีปณิธานแน่วแน่ในประวัติศาสตร์ไทยการเปลี่ยนแปลงสำคัญจากข้างบนเป็นแนวสำเร็จมากที่สุด แต่ในที่สุดเรายอมรับการเปลี่ยนจากข้างล่างฉะนั้น ประเทศไทยทำอย่างไรถึงมีทั้งประชาธิปไตย สถาบัน ข้าราชการ ทหาร ราษฎร มีความเป็นพหุนิยมมากขึ้น”ทั้งหมดที่เล่ามาตั้งแต่ต้นชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างสังคมเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โครงสร้างการเมือง นักการเมืองย่อมปรับตามความสามารถ ทัศนะประชาชาติปรับตัวได้ดี มีความยืดหยุ่น พลิกแพลง ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นข่าวดีของประเทศไทยที่ เคลื่อนไหวตลอดสัปดาห์ สะท้อนถึงบ้านเมืองกำลังเดินไปทิศทางที่ดี นายเอนก บอกว่า ขอให้ติดตามดูไปเรื่อยๆ ประเทศไทยพัฒนามาตลอด อย่าไปดูแค่เฉพาะรัฐบาลตอนนี้มีโอกาสสูงเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ผมไปต่างประเทศมาแล้วเกือบทุกทวีป ไม่มีที่ไหนดีหรือน่าอยู่ไปกว่าประเทศไทยแม้คนที่ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ยังอยู่ด้วยความอึดอัด ปรารถนาอยากให้กลับมาทุกมิติมีความเป็นไปได้–มีทางออกแสดงว่าหลังจัดตั้งรัฐบาลชุดพิเศษ มีการนิรโทษกรรมคดีการเมือง นายเอนก บอกว่า ไม่ทราบ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่สลายขั้ว และมีพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน มีโอกาสทำให้เกิดปรองดอง สมานฉันท์ อะไรก็เป็นไปได้ความจริงอารมณ์ของคนก็สมานฉันท์ไปมากแล้ว และขอให้มั่นใจว่าสถาบันไม่มีใครมาล้มล้าง เปลี่ยนแปลง ปฏิรูป ใครที่คิดขอให้ลดความคิดแบบนี้เพราะสถาบันปรับตัวไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งถ้าไม่ปรับตัวเราคงไม่มีประเทศไทยแล้ว.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม