ทั่วโลกกำลังเผชิญกับ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสุดโต่ง” ส่งผลให้หลายประเทศเกิดภัยธรรมชาติ “คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วมใหญ่” คืบคลานเข้ามาคุกคามมวลมนุษยชาติถี่ขึ้นเรื่อยๆสาเหตุจาก “อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น 1.15 องศาฯ” แล้วคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะแตะ 1.5 องศาฯ ทำให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับภัยแล้งในรอบ 10 ปี และเกิดน้ำท่วมใหญ่ช่วงปี 2572-2573 รุนแรงนี้ถูกเปิดเผยจาก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันหลายประเทศกำลังเจอ “สภาพอากาศปั่นป่วนรุนแรง” ล่าสุดประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อุณหภูมิสูงขึ้น 1.9 องศาฯ กลายเป็นสาเหตุให้ฝนตกหนักง่ายขึ้นอย่างเช่น “เกาหลีใต้” ที่เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน และมีการประเมินบางพื้นที่ปริมาณน้ำฝนตกสะสม 2-3 วันสูงถึง 600มิลลิเมตรเช่นนี้ทำให้หลายพื้นที่เผชิญน้ำท่วมฉับพลันจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 37 คน และสูญหาย 9 คน ในจำนวนนี้เป็นหญิงไทยเสียชีวิต 1 ราย และเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย อันมีปัจจัยสำคัญเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับ “ญี่ปุ่น” ก็เผชิญคลื่นความร้อนอุณหภูมิสูงถึง 40.2 องศาฯ “ทางการญี่ปุ่น” ต้องแจ้งเตือนประชาชนใน 20 จังหวัด ให้ระวังโรคฮีตสโตรก หรือโรคลมแดด แล้วอุณหภูมิที่สูงยังทำให้เกิดความชื้นสูงตามมาด้วยการเกิดฝนตกหนักน้ำท่วมในบางพื้นที่ด้วยไม่เท่านั้น “คลื่นความร้อนยังปกคลุมซีกโลกเหนือ” อย่างประเทศสเปน อิตาลี อุณหภูมิร้อนจัด 40-45 องศาฯ และกรีซต้องเจอกับอากาศร้อนจัด 50 องศาฯ ทำให้เกาะตะวันออก และตะวันตก เผชิญไฟป่ารุนแรงนอกจากนี้ “สหรัฐอเมริกายังเผชิญคลื่นความร้อน” จน สนง.อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ แจ้งเตือนในรัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐฟลอริดา รัฐเนวาดา รัฐอริโซนา และรัฐเท็กซัส เป็นพื้นที่มีอุณหภูมิสูง 46 องศาฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่มนุษย์เป็นผู้ก่อขึ้นมาแทบทั้งสิ้น ส่วนต้นเหตุแน่นอนว่า “หนีไม่พ้นผลพ่วงจากภาวะก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยเมื่อ 30–40 ปีก่อน” ดังนั้นตอนนี้แม้ทั่วโลกจะหยุดปล่อยก๊าซนี้ก็ไม่อาจทำให้อุณหภูมิของโลก 1.1 องศาฯลดลงไปได้ ทำให้หลายประเทศยังต้องมีโอกาสเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงเลวร้ายลงเรื่อยๆแต่สำหรับ “ประเทศไทย” ในปีนี้ก็กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญ “สภาวะฝนน้อย” คาดว่าสถานการณ์น่าจะยกระดับความรุนแรงปลายปี 2566 จากนั้นนับไปใน 9 เดือน อุณหภูมิจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยอาจแตะระดับสูงสุดในเดือน เม.ย.2567 แล้วปริมาณฝนในช่วงฤดูฝนจะลดลงน้อยกว่าปกติประมาณ 5-20%อย่าลืมว่าช่วงฤดูแล้ง 6 เดือน “ประเทศไทย” ต้องพึ่งพาน้ำในอ่างกักเก็บน้ำเป็นหลัก แต่ปัจจุบันน้ำต้นทุนในอ่างหลายแห่งอยู่ในระดับต่ำมีน้ำเพียง 10% ของความจุอ่างใช้น้ำได้ กลายเป็นสัญญาณว่าฤดูแล้งปี 2567 น่าจะมีความรุนแรงเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายหนัก ถ้าหากไม่มีแผนการบริการจัดการน้ำที่ดี กระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับ “ภาคการเกษตรกรรม” โดยเฉพาะฤดูการทำนาปรังใน 6 เดือนแรกของปี 2567 อาจเสียหายสูง ตามปกติชาวนาปลูกนาปรัง 15 ล้านไร่จะเหลือ 5 ล้านไร่ ผลผลิตจึงลดลงจาก 32 เป็น 26 ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี ทั้งยังส่งผลต่อมันสำปะหลัง อ้อย และทุเรียน ที่อาจได้รับความเสียหาย 20-30% ด้วย“เรื่องนี้เคยเสนอต่อรัฐบาลถึงสถานการณ์ความเสี่ยงใน 5 ปีนี้แล้วว่าปริมาณฝนจะน้อยกว่าปกติ ทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำสะสมตั้งแต่ปี 2567-2671 โดยเฉพาะปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเผชิญภัยแล้งหนักที่สุดระดับน้ำในอ่างหลายแห่งอาจไม่มีน้ำต้นทุนเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นภาครัฐต้องบริหารการใช้น้ำตั้งแต่ตอนนี้เลย” รศ.ดร.เสรีว่าทว่าภัยแล้งต่อเนื่องนี้ยังมีผลต่อปี 2572-2573 “ปีแห่งการเข้าสู่ลานีญาปริมาณฝนจะดีดกลับรุนแรง” ตามแบบจำลองจะเห็นเลยว่า “มีโอกาสเกิดน้ำท่วมใหญ่เสียหายหนักกว่าปี 2554” โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ นครราชสีมา อุบลราชธานี เพราะด้วยปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีแผนในการรับน้ำท่วมเลยด้วยซ้ำ ยกเว้นการยกถนนที่เป็นวิธีไม่ใช่การแก้ปัญหาแต่จะยิ่งทำให้ระดับน้ำยกสูงขึ้นกว่าเดิม สังเกตจากปีที่แล้ว “ปริมาณฝนตกน้อยกว่าปี 2554” กลับเกิดน้ำท่วมหนักใน จ.อุบลฯ และ จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างผิดปกติเหตุนี้อยากเสนอ “เตรียมพื้นที่เก็บน้ำไว้” ด้วยปัจจุบันมีการเตรียมไว้ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา 1 ล้านไร่รองรับได้ 1,600 ล้าน ลบ.ม. ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เอกชนเมื่อเกิดน้ำท่วมฉุกเฉินมักมีปัญหาไม่ยอมให้ใช้พื้นที่ แล้วทุกปีมวลน้ำเหนือไหลผ่าน จ.นครสวรรค์ 3 หมื่นล้าน ลบ.ม. ทำให้พื้นที่เตรียมไว้ 1 ล้านไร่ ไม่พอต้องหาเพิ่มอีก 20 ล้านไร่ฉะนั้นตอนนี้ “รัฐบาล” พอมีเวลาเข้าพูดคุยตกลงกับชาวบ้านไว้แต่เนิ่นๆ สิ่งสำคัญคือ “การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารจัดการ” เพราะเป็นหน่วยงานใกล้ชิดกับปัญหาสามารถดำเนินโครงการให้ตรงจุดได้ดีที่สุด เพื่อกระจายความเสี่ยงด้วยการขุดบ่อ สระ สร้างฝายชะลอน้ำอย่างน้อย 2 เมตรในลำน้ำทั่วประเทศ “ด้วยการชดเชยเงินอย่างเป็นธรรม” ทั้งต้องประเมินปริมาณน้ำต้นทุนในการจัดการให้สมดุลความต้องการน้ำในจังหวัด หรือลุ่มน้ำ และลดพื้นที่เกษตรใช้นวัตกรรมเพิ่มผลผลิตระยะสั้น รวมถึงระบบคาดการณ์สภาพอากาศแม่นยำประเด็นข้อกังวลอีกประการ “กรุงเทพฯเสี่ยงน้ำทะเลท่วม” ตามศูนย์วิจัยทั่วโลกเผยแพร่เรื่องกรุงเทพฯและปริมณฑลจมน้ำ และได้รวบรวมเฉพาะที่เกี่ยวข้อง 3 ผลงาน คือ 1.Flood Delta City Index (TuDelt,2017) ประเมิน 38 เมืองริมชายฝั่งทะเลทั่วโลกรวมทั้งกรุงเทพฯ ใช้ฐานข้อมูลIPCC-AR5 มีความเสี่ยงอยู่ลำดับที่ 7มูลค่าความสูญเสียปี 2558 อยู่ที่ 10,700 ล้านบาท/ปี เพิ่มขึ้นใน2573 เป็น 32,700 ล้านบาท/ปี หรือเพิ่มขึ้น 205% และเพิ่มเป็น 48,000 ล้านบาท/ปี หรือ 346% งานวิจัยที่ 2.Hydrological Res.Letter, 2020 ใช้ฐานข้อมูล IPCC-AR5 กับระดับความสูงต่ำพื้นที่โดย Lidar กรณีน้ำขึ้นของทะเลเฉลี่ย 1.11 m.msl มีพื้นที่จมน้ำ 2,520 ตร.กม. อนาคตหากระดับน้ำเพิ่มขึ้น 1.10 m จะมีพื้นที่จมน้ำ 6,140 ตร.กม. ประชากรรับผลกระทบ 7.2 ล้านคน มีเขตพื้นที่น้ำท่วมรุกล้ำแผ่นดิน 80 ตร.กม. งานวิจัยที่ 3.Hooijer&Vernimmen (Nature Communications, 2021) มีการใช้ข้อมูล Global Lidar ประเมินพื้นที่น้ำท่วมชายฝั่งทะเลประเทศแถบโซนร้อน รวมทั้งปากแม่น้ำเจ้าพระยาโดยทั้ง 3 ผลงานวิจัยนี้บ่งชี้ “ความเสี่ยงและความเปราะบาง” อันจะเกิดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากภัยคุกคามน้ำท่วมชายฝั่งทะเลบริเวณกรุงเทพฯและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญเหตุนี้จึงได้ศึกษาเรื่องนี้คำนึงถึงภัยคุกคามทั้ง 3 น้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุนครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ลงมายังชายฝั่งทะเลกรุงเทพฯและปริมณฑล ด้วยการใช้ฐานข้อมูลจาก IPCC-AR6-2021 พบว่าในอนาคตอันใกล้และไกล เราไม่อาจรอดพ้นจากภัยคุกคาม 3 น้ำได้เลยทั้งอิทธิพลน้ำเหนือไหลหลากส่งผลให้มีน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างทั้งลุ่มเจ้าพระยาเป็นรายฤดูกาลประมาณ 2 เดือน ส่วนพื้นที่ริมชายฝั่งทะเลจะหายไปอย่างถาวรเพิ่มขึ้นประมาณ 2, 5, 8, และ 20 km ในปี 2573, 2593, 2613, และ 2643 ตามลำดับ ถ้าหากไม่มีมาตรการรองรับดังนั้นทางรอดมีทางเดียวคือ “การปรับตัวให้อยู่กับน้ำ” ด้วยการออกแบบเมืองให้มีที่ให้น้ำอยู่อย่างเพียงพอ เริ่มจากมาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง(Nature-based solutions) และมาตรการเชิงโครงสร้าง Green dike พิจารณาให้เหมาะสมกับภัยคุกคามรหัสแดงจากบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นนี่คือฉากทัศน์ “สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในอนาคต” จากนี้อุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด ความชื้นในดิน และปริมาณฝนลดลง การระเหยน้ำเพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลสูง แล้วไม่มีประเทศใดจะหลุดรอดไปจากภัยคุกคามนี้เพียงแต่ประเทศมีภูมิคุ้มกันเท่านั้นที่จะสามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม