เสียงเรียกร้องให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รวมทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดยังดังขึ้นเป็นระยะๆ แต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล ล่าสุดคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของจังหวัดภูเก็ต ได้เรียกร้องผ่านคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่ประชาชนเลือกพวกตนมา แต่ยังขึ้นกับอำนาจส่วนกลางไทยอาจเป็นเพียงประเทศเดียว ในหมู่ประเทศที่เรียกตัวเอง “เป็นประชาธิปไตย” แต่แบ่งการบริหารประเทศเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ส่วนกลางเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุด ส่งข้าราชการจากกระทรวงต่างๆมาปกครองส่วนภูมิภาค และมีอำนาจเหนือคณะผู้ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประชาชนเลือกตั้งเป็นระบบการปกครองโดยข้าราชการ หรือ “อำมาตยาธิปไตย” ที่สืบทอดกันมาช้านาน แม้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เกิดขึ้นอีกมาก และมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แต่อยู่ใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดพรรคการเมืองหลายพรรคเคยประกาศนโยบายจะให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร รัฐบาลยินยอมให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงจังหวัดเดียว คือ กรุงเทพมหานคร เริ่มแต่ปี 2518 ในยุคที่ประชาธิปไตย กำลังเบ่งบานจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516การบริหาร กทม. โดยผู้ว่าราชการ ที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ดำเนินมาเกือบ 50 ปี ประสบความสำเร็จ เป็นที่พอใจของประชาชน เพราะคณะผู้บริหารและฝ่ายนิติบัญญัติคือสภา กทม. ที่มาจากการเลือกตั้ง ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดี ผลการสำรวจของนิด้าโพลล่าสุด คน กทม.พอใจผลงานผู้ว่าฯกว่า 81%ขณะนี้พรรคก้าวไกลกำลังรณรงค์ เรียกร้องให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รวมทั้งยุบเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค แต่อาจเป็นไปได้ยากเหมือนที่ผ่านๆมา เพราะการต่อต้านของรัฐบาล และข้าราชการที่ยึดติดแนวทาง “รัฐราชการรวมศูนย์” เรื่องใหญ่ขนาดนี้ และฝังรากลึกขนาดนี้ การหักด้ามพร้าด้วยเข่าอาจไม่สัมฤทธิผลอาจจะต้องค่อยๆเดินทีละก้าว ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบางฉบับ เช่น ฉบับ 2550 มาตรา 78 (3) เรื่องกระจายอำนาจให้ อปท.พึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง “รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็น อปท.ขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น”.