ไฟใต้ที่ซบเซาไปชั่วระยะ กลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม กลุ่มคนร้ายลอบวางระเบิดใน 17 จุด ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันได้แก่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป้าหมายที่โดนระเบิดคือร้านสะดวกซื้อ ที่เกี่ยวข้องกับปั๊มน้ำมัน แม้จะไม่ได้มุ่งเอาชีวิต แต่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน บาดเจ็บ 7 คนหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รายงานว่า หลังจากเกิดเหตุรุนแรงขึ้น กลุ่ม “แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี” (บีอาร์เอ็น) ออกมายอมรับว่าเป็นฝ่ายที่ก่อเหตุร้าย เป็นการโจมตี ระบอบทุนนิยม ที่ขยายอย่างรวดเร็ว ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ร้านค้าในท้องถิ่นต้องปิดกิจการโดยมีรัฐบาลสนับสนุนแต่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยปัตตานี ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า เหตุการณ์รุนแรงในภาคใต้มีอยู่เรื่อยๆ ปีนี้ เกิดขึ้นแล้วกว่า 200 เหตุการณ์ เชื่อว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุข ระหว่างคณะผู้แทนรัฐบาลกับกลุ่มบีอาร์เอ็นและส่งสัญญาณถึงประชาชน เตือนว่าไฟใต้ยังไม่ดับ มีความขัดแย้งที่ต้องแก้ไขในขณะที่ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยอมรับว่าการโจมตีครั้งใหม่ มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา และนโยบายสร้างสันติสุขของรัฐบาล จึงต้องพยายามสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน และการพูดคุยเพื่อสันติสุข จะมีอีกในเดือนตุลาคมความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดขึ้นนานแล้วหลายทศวรรษ แต่ปะทุรุนแรงขึ้นระลอกใหม่ ในเดือนมกราคม 2547 ในช่วงรัฐบาลทักษิณ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านขณะนั้น โจมตีรัฐบาลว่าแก้ปัญหาผิดพลาด มองว่าเป็น “โจรกระจอก” จึงส่งตำรวจลงไปปราบปราม โหมกระพือให้เป็นสงครามย่อยๆรัฐบาลต้องประกาศใช้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 เพื่อปราบปรามการก่อความไม่สงบขั้นเด็ดขาด อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ยอมรับหลังจากพ้นจากตำแหน่งว่า “ผิดพลาด” เนื่องจากเป็นตำรวจ จึงแก้ปัญหาด้วย “กำปั้นเหล็ก” พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศให้ ไม่สามารถดับไฟใต้ได้ ต่อมาจึงใช้วิธีเจรจาในรัฐบาลยิ่งลักษณ์บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าไฟใต้ จะเป็นวิกฤติที่ยืดเยื้อยาวนาน เพราะมีรากเหง้าเกิดจากความไม่เข้าใจกันระหว่างกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน และเคยมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์ แนวทางการแก้ไขที่ถูกต้อง คือแนวทางสันติที่มีการเมืองที่ถูกต้องนำการทหาร ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉินรัฐบาลประยุทธ์ใช้ปราบโควิดและปิดปากกลุ่มผู้ชุมนุม.