อาจารย์ ส.พลายน้อยเล่าไว้ในหนังสือ สัตว์นิยาย (สำนักพิมพ์ รวมสาส์น พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2541) ว่า เรื่องหิ่งห้อยในจีนว่าสนุกพิสดารแล้ว แต่ในญี่ปุ่นก็สนุกไม่แพ้กันญี่ปุ่นขนาดประเทศเล็กกว่าจีน แต่จำนวนหิ่งห้อย ดูจะหนาแน่นมากกว่า บริเวณที่ขึ้นชื่อว่า มีหิ่งห้อย มากที่สุดคือแถบแม่น้ำอูจิหิ่งห้อยพวกหนึ่งจับกลุ่มกันอยู่ริมฝั่งหนึ่ง อีกพวกก็จับกลุ่มกันอีกฝั่งหนึ่ง ตอนแรกๆก็ต่างพวกต่างอยู่ ไม่ข้องแวะกัน แต่นานๆเข้า พวกหนึ่งชุมนุมกันมากขึ้น อีกพวกก็ดูจะพยายามเพิ่มจำนวนให้มากไม่แพ้กันแรกๆชาวบ้านก็เข้าใจว่า หิ่งห้อยก็คือหิ่งห้อยเหมือนกัน แต่เมื่อดูๆไปก็เริ่มเอะใจว่า หิ่งห้อยสองฝั่งคนละเผ่าพันธุ์กันไม่มีใครทันสังเกต หิ่งห้อยให้สัญญาณกันอย่างไร แต่จู่ๆ พวกมันก็รวมกันเป็นก้อนดำก้อนใหญ่ ยังกะเครื่องบินพลีชีพของญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พุ่งทะยานจากริมฝั่ง ปะทะกันกลางแม่น้ำสมรภูมิรบหิ่งห้อย เห็นถนัดชัดเจนมากในคืนเดือนมืด...หิ่งห้อยทุกตัวมีแสง...เมื่อปะทะกันกลางอากาศแบบไม่เห็นว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ตัวที่พลาดท่าเสียที ก็หล่นลงแม่น้ำเห็นแสงสว่าง วิบๆวับๆ กระจายไปทั้งแม่น้ำสงครามใหญ่ของหิ่งห้อยกลายเป็นประกายบนผิวน้ำ งดงามตาของผู้คนชาวบ้านที่ติดตามดูสงครามหิ่งห้อย ก็บอกต่อๆกัน ไปตามชาวบ้านที่อยู่ห่างริมฝั่งน้ำให้ชักชวนกันมาดูสนุกกว่ามหรสพที่เคยดูจากผู้คนด้วยกันหลังจากได้สนุกสะใจกันแล้ว ก็เริ่มได้ข้อสังเกต...ต้นเหตุที่หิ่งห้อยสู้กันแบบเอาเป็นเอาตาย มาจากเรื่องรักษาเขตแดน แบบถิ่นใครถิ่นมันเรื่องเกิดจากหิ่งห้อยฝั่งหนึ่ง ยกพวกบินข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง หิ่งห้อยเจ้าของฝั่งก็ส่งสัญญาณบอกพวกให้มาช่วยกันสะกัด จากสงครามย่อยๆก็กลายเป็นสงครามใหญ่คนบ้านอื่นเมืองอื่นจะคิดอย่างไรกับสงครามหิ่งห้อยไม่รู้ แต่คนญี่ปุ่นเชื่อว่าหิ่งห้อยเป็นวิญญาณของนักโบราณถิ่นฐานนั้นเองหลายร้อยปีก่อน ฝั่งน้ำหนึ่งเคยเป็นของนักรบซามูไร ตระกูลนาโมนาโต อีกฝั่งเป็นถิ่นที่มั่นของนักรบตระกูลไทรา นักรบสองตระกูลนี้ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ...เมื่อตาย คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่า ยังอาฆาตแค้นกันไม่หายเกิดเป็นหิ่งห้อย จึงเปิดสงครามกันอีกอาจารย์ ส.พลายน้อยมีเรื่องเล่า หิ่งห้อยเป็นวิญญาณอาฆาต ตามล่าตามล้างปรปักษ์ให้ฟังหลายเรื่อง แต่เน้นเป็นเรื่องของคนดี ที่ตามไปจองเวรเอาคืนคนชั่ว ล้วนแต่เป็นเรื่องร้ายๆ แบบเอาชีวิตกันแต่หิ่งห้อยในความรู้สึกของคนไทย...ตรงกันข้าม เป็นเรื่องของความรักหวานๆ สุนทรภู่เขียนไว้ในโคลงนิราศสุพรรณบทหนึ่ง...ลำพูดูหิ่งห้อย พรอยพราย เหมือนเพชรเม็ดรัตน์ราย รอบก้อย วับวับจับเนตรสาย สวาทสบ เนตรเอย วับเช่นเห็นหิ่งห้อย หับหม้าน (ม่าน) นานเห็นถ้าไม่ใช่เรื่องรักๆใคร่ๆ ก็ตัดพ้อโชคชะตา...พระราชนิพนธ์ เรื่องอิเหนา ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก...เราเท่าหิ่งห้อยกระจิหริด จะมาแข่งด้วยแสงพระอาทิตย์ เห็นผิดระบอบบุราณมา...วัดด้วยเรื่องหิ่งห้อย คนไทยเราน่ารักกว่าชาติไหนๆ...จนป่านนี้ เรายังไม่เสียทีถึงขั้นเสียเมือง เพียงแต่เหมือนทำบุญไว้ น้อยไปหน่อย ไม่ว่ามีผู้ปกครองแบบไหน เมืองไทยก็ยังไม่ร่ำรวยเหมือนบ้านอื่นเมืองอื่นเขาสักที.กิเลน ประลองเชิง