การเลือกตั้ง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ยุติเป็นที่เรียบร้อยหลังจากการเลือกตั้งรอบที่สอง เอ็มมานูเอล มาครง ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีต่อเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกันในรอบ 20 ปี มาครง มาจากพรรคการเมืองสายกลาง ที่เน้นเรื่องของเศรษฐกิจการลงทุน เป็นหลัก ไม่เน้นการเมือง ฝรั่งเศสก็ดีอย่าง ตรงที่กฎหมายเปิดกว้าง พรรคการเมืองมีทั้งซ้ายจัด ขวาจัด แล้วก็ตรงกลางๆให้ประชาชนเป็นคนเลือกว่าจะชอบแบบไหนชัยชนะของ มาครง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ต้องดูผลการเลือกตั้งอื่นๆทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่นตามมาด้วย ที่นั่งในสภาก็มีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ของประธานาธิบดี โดยเฉพาะในการเลือกตั้งรอบที่สอง ผู้สมัครคนไหนมีคะแนนเกินกว่าร้อยละ 50 ก็ถือว่าเป็นผู้ชนะ ปรากฏว่า มาครง ได้ 58% คู่แข่งจากฝ่ายขวา มารีน เลอ เปน ได้คะแนน 42% ไม่ได้ทิ้งห่างกันแบบ แลนด์สไลด์ การประกาศชัยชนะของ มาครง บริเวณหอไอเฟลที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส พยายามที่จะประนีประนอมกับผู้ลงคะแนนสนับสนุนฝ่ายขวาจัด ก็คงจะมองถึงการเมืองในอนาคตว่า น่าจะมีความขัดแย้งไม่น้อยเดือนมิถุนายน ฝรั่งเศสจะมีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่า พรรคการเมืองของ มาครง จะได้รับเลือกตั้งเข้ามามากน้อยขนาดไหน พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด ก็คงหาเสียงกันเต็มที่ เพื่อที่จะดึงเสียงจากฝ่ายที่ไม่ชอบ มาครง ทั้งหมดมาร่วมช่วงชิงจำนวน สมาชิกรัฐสภา ในครั้งนี้ด้วยที่ต้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ฝรั่งเศส จะเห็นอีกบทบาทของ มาครง ต่อกรณีของ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ มาครง ทำหน้าที่ ทูตสันติภาพ ในการเจรจายุติการทำสงคราม เพราะฉะนั้นการที่ มาครง ชนะการเลือกตั้งก็อาจจะเป็นข่าวดีของ สหภาพยุโรป กับท่าทีของฝรั่งเศสที่จะเดินหน้าในการเจรจาเพื่อสันติภาพในยุโรปต่อไปเพราะถ้าได้ฝ่ายขวาจัดหรือซ้ายจัดมาบริหาร ฝรั่งเศส การกำหนดนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะท่าทีต่อ สงครามรัสเซีย ยูเครน ก็ต้องมาเจรจากันใหม่อีกโดยเฉพาะความหวังในการให้ความร่วมมือกับอียูและนาโตแน่นอนว่า บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหรืออียู อาจจะสบายใจ แต่เชื่อว่าคนฝรั่งเศสอดที่จะวิตกกังวลต่อการเมืองภายในไม่ได้ จนกว่าจะรู้ผลของการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในเดือน มิ.ย.นี้ว่า มาครงจะได้เสียงข้างมากเข้ามาสนับสนุนหรือไม่ รวมทั้งผลกระทบจากสงครามดังกล่าวด้วยการบริหารปกครองประเทศที่อยู่ท่ามกลาง ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของผู้นำประเทศมากกว่าเรื่องการเมืองภายในเสียอีกทั้งปากีสถานและศรีลังกา เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของความผิดพลาด ประสบการณ์ วิสัยทัศน์ และการใช้อำนาจของผู้นำประเทศแบบผูกขาด รัฐบาลยากจนถังแตกขนาดต้องปล่อยให้ชาวบ้านจุดเทียนไขแทนไฟฟ้า ก็ถือว่าหมดอนาคตโดยสิ้นเชิงบ้านเราก็กำลังเข้าโหมดรัดเข็มขัดคนจน อาการเริ่มจะน่าเป็นห่วง.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th