ยุคนิวนอร์มอลโควิดแพร่ระบาดหนักหน่วงถึงตรงนี้ทุกคนคงต้องยอมรับความจริงที่เป็นหนึ่งในสัจธรรมของชีวิตที่ว่า...“โลกยุคใหม่” บังคับให้เจอคนน้อยลงแต่เจอจอมากขึ้น...ต้องปรับตัวConnection และ Maintain Relationship ความสัมพันธ์และการรักษาความสัมพันธ์กันไว้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับมิตรภาพที่ยั่งยืน “คนมักเปลี่ยนแปลง เมื่อเวลาเปลี่ยนไป” ยังเป็นสัจธรรมเสมอ อย่าลืมติดต่อพูดคุยเพื่อนฝูงและญาติสนิทมิตรสหายด้วยนะ...ยิ่งนานวันชีวิตยิ่งสั้นลงดังนั้น “จงหยุดอาลัยกับอดีตและเลิกกังวลกับอนาคตซะ...ทุกย่างก้าวควรทำสิ่งที่ชอบและรอบคอบในสิ่งที่ทำ จะทำให้มีความสุขอายุจะยืนยาว”...ที่สำคัญต้องดูแลสุขภาพให้ดี อะไรที่จะเข้าสู่ร่างกายต้องมีแต่ ประโยชน์ อย่าใจร้อนรีบป่วยหนักหรือตาย เพราะนั่นหมายถึง“ไฟดับ” ...ไปแล้วไม่กลับมาอีก ไม่มีโอกาสทำอะไรที่ชอบอีกต่อไป “น้ำมันดิบรั่วซ้ำซากรอบที่ 3”...หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยการถอนใบอนุญาตการใช้ทุ่นกลางทะเลได้แล้ว...อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย บอกว่า นับเนื่องมาจากกรณีล่าสุดเกิดน้ำมันดิบรั่วที่บริเวณท่ออ่อน (Flexible hose) ที่ต่อจากทุ่นรับน้ำมันกลางทะเลไปยังท่อส่งน้ำมันใต้ทะเล ความยาว 20 กิโลเมตร เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งคาดว่ามาจาก “น้ำมันค้างท่อ” และ “รั่วไหล” ลงทะเลจนต้อง มีการเตรียมการกำจัดคราบน้ำมันอีก“การรั่วซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างนี้ กรมเจ้าท่าซึ่งเป็นหน่วยงานอนุญาตจึงไม่ควรแค่ระงับการใช้ทุ่นรับน้ำมันเท่านั้น ควรที่จะต้องถอนใบอนุญาตการใช้ทุ่นรับน้ำมันกลางทะเลทันที”และหากว่าบริษัทยังต้องการใช้ประโยชน์อีกต้องมาขอใบอนุญาตใหม่ ซึ่งกรมเจ้าท่าสามารถเข้าไปกำกับดูแลให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญไปควบคุมการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ต่อไปได้“เมื่อบริษัทมาขอใบอนุญาตใหม่กรมเจ้าท่าสามารถเพิ่มเงื่อนไขการอนุญาตในด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยได้” ดังเช่น ให้เปลี่ยนทุ่นรับน้ำมันดิบ (SPM/PLEM) ใหม่และทำการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการเปิด...ปิดการจ่ายน้ำมันโดยใช้ระบบควบคุมสั่งการจากทุ่นลอยน้ำแทนการใช้นักประดาน้ำดำลงไป เพื่อเปิดปิดวาล์วในขณะที่ทำการรับน้ำมันกลางทะเลถัดมา...กำหนดให้อุปกรณ์ควบคุมการเปิดปิดการจ่ายน้ำมันควรเป็นระบบที่ใช้พลังงานโซลาร์เซลล์จากแสงอาทิตย์เป็นหลัก, ให้ติดตั้งชุดควบคุมการทำงานของวาล์วใต้น้ำใหม่, ควรติดตั้งเซ็นเซอร์สำหรับตรวจสอบจุดรั่วไหลของน้ำมันแบบอัตโนมัติสามารถทราบได้ทันทีติดตั้งระบบปิดอัตโนมัติ...Automatic shutdown ของระบบวาล์วในท่อน้ำมัน หากเกิดการรั่วไหลของน้ำมันแรงดันตกลงวาล์วต้องปิดทันที, ให้บริษัทตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หากน้ำมันดิบรั่วไหลบริษัทต้องนำเงินจากกองทุนมา Clean up ทำความสะอาดและเยียวยาประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ “ภาครัฐ” นำเงินงบประมาณมาใช้ก่อน และอีกประเด็นสำคัญก็คือ...ให้บริษัทจัดทำประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสามารถนำเงินมาใช้ในการชดใช้ แก้ไข ฟื้นฟู เยียวยาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายอาจารย์สนธิ บอกอีกว่า การที่น้ำมันรั่วซ้ำแล้วซ้ำอีกมีผลทำให้ประชาชนในพื้นที่ขาดความเชื่อถือในเรื่องการทำงานของบริษัท ยิ่งหน่วยงานอนุญาตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการลงโทษตามกฎหมายอย่างเข้มแข็งยิ่งจะทำให้ภาพพจน์ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วย งานลดลงตามลำดับสุดท้าย...จะกลายเป็นเรื่องการละเลยตามกฎหมายมาตรา 157 ต่อไปด้วย...ต้องย้ำว่าผลกระทบน้ำมันรั่วต่อวิถีชาวบ้านที่จังหวัดระยอง...นั้นเดือดร้อนหนักไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากข่าวที่ผ่านมา เช่น “ก้อนน้ำมันดิบ” จำนวนมากพัดขึ้นที่ชายหาดแหลมแม่พิมพ์ ต.กร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง โดยมีลักษณะเป็นผงสีดำปะปนกับทรายชายหาดเมื่อเอาทรายที่มีคราบสีดำมาดมดู พบมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นน้ำมัน เมื่อใช้มือขยี้ดูปรากฏว่า...คราบสีดำมีความลื่นและเหนียวติดมือ จึงคาดว่าน่าจะเป็นคราบน้ำมัน อีกข่าว...ชาวบ้านซื้อปลาจะละเม็ดจากตลาด อ.แกลง จ.ระยอง พบมีคราบสีดำที่เหงือกปลา และมีลักษณะเหนียวติดมือ มีกลิ่นคราบน้ำมันตัดฉากมาประเด็นภาพใหญ่ “แผนพัฒนาฉบับที่ 12” ซึ่งจะสิ้นสุดแล้ว...ประเทศไทยทำได้ตามแผนแค่ไหน? อย่างไร? อาจารย์สนธิ มองว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 ของประเทศไทย ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”โดยมีเป้าหมายเมื่อสิ้นสุดของแผนคือ การหลุดพ้นจากกับดักประเทศ รายได้ปานกลางสู่รายได้สูง, การพัฒนาศักยภาพคนและการสร้างสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ, การลดความเหลื่อมล้ำในสังคมการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม, การบริหารจัดการในภาครัฐ, การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบและธรรมาภิบาลในสังคมไทยคำถามมีว่า...ประเทศไทยทำได้ตามแผนแค่ไหน? คำตอบก็คือ...“ประเทศไทย” ยังเป็นประเทศรายได้ปานกลางแต่ยากจนลง ข้อมูลวันที่ 31 สิงหาคม 2564 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ระดับ 57.01% ต่อจีดีพี คิดเป็นมูลค่า 9,159,513.19 ล้านบาทโดยในปี 2564 ประชากรไทยที่อายุ 65 ปีขึ้นไป มีจำนวนอยู่ที่ ประมาณ 9 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 12.8% หรือหากคิดที่อายุ 60 ปีขึ้นไป...จะมีประมาณ 13 ล้านคน คิดเป็น 20%เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียนแล้ว ไทยมีสัดส่วนประชากรสูงอายุต่อประชากรทั้งหมดมากเป็นอันดับ 2 เป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น ไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ แต่ปัญหาใหญ่คือ “สว.” ของไทยรายได้น้อย เงินออมไม่พอ ยืดเวลาเกษียณ“ประเทศไทย” เป็นหนึ่งที่มี “ความเหลื่อมล้ำรายได้” มากที่สุดในโลก และมีแนวโน้มสูงขึ้นเร็วเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ถูกประเมินไว้ว่าคนรวยที่สุด 10% ของไทยถือครองสินทรัพย์มากถึงกว่า 77% ของคนทั้งประเทศ และสัดส่วนสินทรัพย์ที่ถือครองโดยคน 1% ที่รวยที่สุดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดระหว่างปี 2008-2018มิติเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบไปด้วยเกษตรมูลค่าสูง การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า การแพทย์ครบวงจร ประตูการค้าโลจิสติกส์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ยังแค่เริ่มต้นยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน...อีกทั้งองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตปี 2020 ไทยได้ 36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 อยู่ที่ 104 ของโลก“ประเทศไทยวันนี้ยังก้าวไม่พ้นความยากจน ความเหลื่อมล้ำความเปราะบาง และคอร์รัปชัน ประชาชนจำนวนมากแก่ก่อนรวย และจะซวยเมื่อป่วยทันที” อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย.