ทำไมถึงกล้าทำแบบนี้ นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ตั้งคำถามถึงเหตุการณ์ 7 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย “บอยคอต” ประชุม ครม.8 ก.พ.65 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมเพื่อรุกเร้าถึงความถูกต้องตามกฎหมายและธรรมาภิบาลของร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (ส่วนต่อขยาย) ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลังกระทรวงมหาดไทย นำเสนอ ครม.นายพิชาย ยอมรับว่าไม่เคยเห็นปรากฏการณ์อยู่ๆ 7 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยประกาศลาประชุม ครม. สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งใน ครม.โดยไม่เกรงใจนายกฯ ไม่เกรงใจว่าจะถูกตอบโต้กลับอย่างไร “คงใกล้ฤดูเลือกตั้งถึงกล้าทำแบบนี้ ช่วงนี้จึงไม่กลัว...ปลดคือปลด รัฐบาลล้มนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในการประชุม ครม.พอเกิดขึ้นปั๊บ นอกจากเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อนแล้ว ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาศัยตรงนี้ ต่อรองเพื่ออะไรบางอย่าง ถ้าไม่ได้ในสิ่งที่ต่อรอง อาจแสดงพฤติกรรมอื่นๆตามมาเชื่อว่านายกฯ หรือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นคงไม่วางเฉยกับพฤติกรรมนี้ ผมประเมินว่าเขาก็ไม่พอใจกับการกระทำของพรรคภูมิใจไทย”ความขัดแย้งก็เชื่อมโยงถึงสภา 9 ก.พ.65 เกิดพฤติกรรมโต้กลับเล็กๆ โดยพรรคร่วมรัฐบาลคว่ำร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่พรรคภูมิใจไทยเสนอขยายพลวัตความขัดแย้งให้มากขึ้นหักกันซึ่งหน้าก็ต้องเจอตอบโต้แบบนี้ปกติพรรคร่วมรัฐบาลอย่างน้อยต้องผ่านรับหลักการไปก่อน ไม่เห็นด้วยอย่างไร ไปว่ากันต่อในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายนั้นๆนับจากสัปดาห์นี้เป็นต้นไปรัฐบาลจะบริหารประเทศได้ยากขึ้น งานในสภาขับเคลื่อนงานด้วยความยากลำบาก และฝ่ายค้านจะงัดมาตรการตรวจสอบองค์ประชุมมาใช้เรื่อยๆ ย่อมประสบปัญหาสภาอับปางซ้ำอีกกลายเป็นรัฐบาลเป็ดง่อยประคองตัวให้รอดไปวันๆ กลุ่มนักธุรกิจก็เริ่มออกมาให้ความเห็นถึงภาพรัฐบาลแตกแยกเป็นผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ นักธุรกิจไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้นักธุรกิจส่งสัญญาณให้เห็นว่ารัฐบาลไปไม่ไหวอยากให้ยุบสภาหวังได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพนโยบายเศรษฐกิจชัดเจน ขับเคลื่อนไปได้ขณะเดียวกันในช่วง 1-2 เดือนนี้ มีโอกาสได้เห็นมวลชนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เซตการเมืองกันใหม่ เพราะ 8 ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรใหม่ มีแต่ปัญหาต่างๆก็แก้ไม่ได้ประชาชนอยากได้นักการเมืองใหม่ ต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพปัจจุบันมันง่อนแง่น ร่อแร่ โรยราเต็มที ความเกรงอกเกรงใจต่อนายกฯใน ครม.และพรรคร่วมรัฐบาล ลดน้อยถอยลงมากทีมข่าวการเมือง ถามว่า ถนนการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์เริ่มเดินเข้าตาอับมากขึ้น สถานการณ์เช่นนี้เป็นรัฐบาลปกติคงอยู่ไม่ได้ แต่บนยุทธศาสตร์การเมือง 2 ขั้ว มองการตัดสินใจของนายกฯเกี่ยวโยงมิติความมั่นคงอย่างไร นายพิชาย บอกว่า เป็นรัฐบาลปกติคงอยู่ไม่ได้แล้ว แต่เมื่อมองถึงมิติความมั่นคง “กลุ่มชนชั้นนำ” กลัวพรรคเพื่อไทยก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลยิ่งกลัวหนักถ้าพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาลซึ่งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง“คุณเป็นชนชั้นนำอนุรักษนิยมแบบเข้มข้น จะรั้งประเทศไทยโดยไม่สนใจความเปลี่ยนแปลง ไม่สนใจความรู้สึกของประชาชนไม่ได้เพราะความมั่นคงของชาติ คือ ความมั่นคงของประชาชน ไม่ใช่ความมั่นคงของชนชั้นนำไม่กี่คน ซึ่งจะมาคิดว่าความมั่นคงของประเทศมาจากความคิดของชนชั้นนำหรือกลุ่มทหารเพียงไม่กี่คนไม่ได้แล้วแนวคิดความมั่นคงต้องวางจากรากฐานของประชาชน ประเทศที่เจริญก้าวหน้าก็มีแนวคิดเช่นนี้ แต่ประเทศไทยคิดถึงความมั่นคงในกรอบที่แคบทำให้เกิดความขัดแย้งทางความมั่นคงมาก เพราะคนส่วนมากเปลี่ยนความคิดไปแล้ว ถ้ายังมีความคาดหวังว่าประเทศไทยยังพอไปได้ กลุ่มชนชั้นนำต้องคิดปรับตัวในบางระดับ” การเปลี่ยนแปลงตามระบบเป็นทางออกของประเทศ แต่การเปลี่ยนแปลงนอกระบบย่อมนำพาประเทศถลำลึกถอยหลังมากยิ่งขึ้น เพราะตามมายาคติของการรัฐประหารไม่เคยทำให้ประเทศดีขึ้น นายพิชาย บอกว่า สังคมไทยยังมีคนอยากเปลี่ยนแปลงนอกระบบ ยังคงมีกระแสความคิดนี้อยู่ในกลุ่มชนชั้นนำทั้งหลายโดยใช้การรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนแปลทางการเมืองมักอ้างเหตุหลักๆ การทุจริต-ความแตกแยก-ความมั่นคงสิ่งที่อ้างเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ขอถามว่าคณะรัฐประหารเข้ามาแล้วแก้ไขได้หรือไม่ ก็แก้ไม่ได้ ไม่เคยแก้คอร์รัปชันได้เลย แต่ยิ่งทำให้การคอร์รัปชันมากขึ้น เพราะพอมีอำนาจก็เอาพวกพ้องเข้ามาดำรงตำแหน่งตรงนั้นตรงนี้เต็มไปหมดอาศัยนายกฯสร้างภาพลักษณ์ให้เกิดมายาคติความซื่อสัตย์ แต่พวกพ้องหาประโยชน์เต็มที่ ลองย้อนอดีตดูการรัฐประหารยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร ขึ้นมาอยู่ในอำนาจยาว ล้วนถูกยึดทรัพย์ทั้งนั้นอนาคตไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเจอชะตากรรมนี้หรือไม่ฉะนั้นเป็นมายาคติโดยสิ้นเชิงที่เชื่อว่าการรัฐประหารแก้คอร์รัปชันได้ ขัดทั้งเหตุผลและข้อเท็จจริงรวมถึงคณะรัฐประหารจะสร้างความรุ่งเรืองให้ประเทศ อันนี้หนักเลย เพราะก่อนรัฐประหารก็ต้องใช้เงินซึ่งมีกลุ่มทุนสนับสนุน ส่วนใหญ่เป็นทุนผูกขาด พอรัฐประหารจบ นั่งสลอนในคณะกรรมการชุดต่างๆของรัฐ นโยบายเศรษฐกิจที่ออกมาเอื้อต่อกลุ่มทุนผลลัพธ์ที่เห็นกลุ่มทุนเหล่านี้นับจากช่วงรัฐประหารถึงปัจจุบัน รายได้เพิ่มขึ้นมหาศาล เกิดการผูกขาด เศรษฐกิจผูกขาด ประเทศจะรุ่งเรืองได้อย่างไรส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำขยายตัวเป็นทวีคูณรัฐประหารเป็นมหันตภัย ต่อระบบเศรษฐกิจ กำลังชี้ให้เห็นว่าทาง ออกของ พล.อ.ประยุทธ์มีให้เลือกระหว่างลาออก และยุบสภา รัฐประหารไม่ใช่ทางออกของประ เทศ นายพิชาย บอก รัฐประหารไม่ใช่ทางออกแน่พล.อ.ประยุทธ์ก็อยู่ในช่วงที่อำนาจโรยรา ทำรัฐประหารไม่ได้ ถ้าเกิดขึ้นเป็นฝีมือกลุ่มใหม่ที่มีอำนาจในมือแต่โดยพื้นฐานการรัฐประหาร ไม่ว่ากลุ่มการเมืองใดก็มีวิธีคิดและบริหารประเทศแบบเดิม สร้างปัญหาให้สังคมไทยทั้งสิ้นปัจจุบันใครทำรัฐประหาร นอกจากสร้างความเสียหายแก่ประเทศ ยังเจอแรงต้านจากภาคประชาสังคมเพราะในช่วง 2-3 ปี มีการรณรงค์วิธีรับมือรัฐประหาร แถมถูกต่างชาติบอยคอตเหมือนที่เคยเกิดกับเมียนมาวันนี้สังคมไทยต้องปฏิเสธการรัฐประหาร โดยมีนักการเมืองเป็นแนวหน้าออกมาต่อต้าน เหมือนในต่างประเทศ เพราะตัวเองได้ประโยชน์จากระบอบประชาธิปไตยมากที่สุดนักการเมืองควรเปลี่ยนวิธีคิด-ประชาชนต้องปฏิเสธรัฐประหารใช้โซเชียลแซงชัน บอยคอต ตีตราบาปคณะรัฐประหารฉะนั้นทางออกตามระบบโดยการลาออก นายกฯก็จะเสียหน้ามากแต่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พอช่วยรักษาหน้านายกฯเอาไว้ได้.ทีมการเมือง