ยังพอจำนิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่ ตอนนี้กันได้ไหม...ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง เออ! ชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น นี่หรือรักจักมิน่าเป็นราคิน แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน เรื่องน้ำ หรืออะไร ก็เป็นเช่นที่สุนทรภู่ตัดพ้อไว้ ไม่ยั่งยืน เปลี่ยนแปลงได้ใน (เกร็ดภาษาหนังสือไทยเล่ม 1 สำนักพิมพ์พิมพ์คำ พิมพ์ครั้งที่ 7 พ.ศ.2553) ส.พลายน้อย เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า เวลานี้มีคำหนึ่งที่กลายจากความหมายเดิม คือคำว่า “ซ่อง”ถ้าพูดว่า “คนนั้นไปเที่ยวซ่อง” ก็รู้กันว่าไปเที่ยวสถานบริการที่มีพวกผู้หญิงโสเภณีคำว่าซ่อง ในสมัยหลังๆ มักใช้ในทางไม่ดี เช่น ซ่องโจร ซ่องการพนันหากเป็นสมัยอยุธยาตอนปลาย พงศาวดารเขียนคำว่าซ่องหลายคำ แต่ความหมายไปอีกทาง“ขณะนั้นกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วทุกหัวเมืองว่า เจ้าตากเสด็จยกกองทัพออกมาจะช่วยคุ้มครองป้องกันประชาราษฎรในหัวเมืองตะวันออกทั้งปวง ให้พ้นภัยพม่าข้าศึกบรรดาไทยจีนที่เป็นนายซ่องนายชุมนุมอยู่ในบ้านในป่าแขวงหัวเมืองทุกตำบลก็พาสมัครพรรคพวกเป็นกองๆ มาสวามิภักดิ์ เป็นข้าขอพึ่งพระบารมีเป็นอันมาก”เอาความผาสุกของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง คำว่า “ซ่อง” เป็นคำที่มีความหมายดี ดังที่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบาย“ที่จริงตามประเพณีที่มีมาแต่เดิมนั้น หมายความว่า เกลี้ยกล่อมผู้คนซึ่งไปเที่ยวหลบหนีแอบแฝงกระจายอยู่ตามป่าดง ให้มาอยู่หรือเข้าทะเบียนรวบรวมเป็นหมวดเป็นกองกัน เพื่อจะให้เป็นกำลังแผ่นดินได้ในเวลาต้องการ อย่างนี้เรียกว่า “ตั้งซ่อง”ส.พลายน้อย ขยายความต่อ การตั้งซ่องสมัยโบราณ ตามปกติก็ต้องใช้คนที่มีอำนาจมีคนเชื่อถือเป็นหัวหน้า แต่โดยเหตุที่คนเรามีความคิดไม่เหมือนกัน บางคนคิดเป็นโจรผู้ร้ายลักขโมยวัวควายชาวบ้านไปไว้ในซ่องบางทีก็มีการเล่นพนันขึ้นในซ่องด้วยเหตุนี้ ความหมายของคำว่าซ่อง จึงกลายมาเป็นสถานที่ที่ไม่ดีผมเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำ “ซ่อง” มีถึงสามความหมาย ว่ากันเฉพาะความหมายที่ 1 ถ้าเป็นคำนาม...ที่มั่วสุมชุมนุมกันในที่ลับๆ เช่น ซ่องการพนัน ซ่องโจร ซ่องโสเภณีซ่อง คำกริยา ประชุม ในโคลงใช้เป็น “ส้อง” ก็มี ซ่องสุม เกลี้ยกล่อมผู้คนให้มามั่วสุมเพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซ่องเสพ คบหากัน เช่น อย่าซ่องเสพคนพาล ร่วมประเวณีคำว่าซ่อง หากยังใช้ในความหมายที่ดีเหมือนโบราณ การตั้งพรรคสำรองของอดีตปลัดมหาดไทย คุณฉัตรชัย พรหมเลิศ ที่วงการเรียก “ปลัดฉิ่ง” ก็เหมือน ฉ.ฉิ่ง ตีไม่ดัง ชาวบ้านอย่างผมฟังไม่ถนัดหูจนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่า ปลัดฉิ่งแอบตั้งพรรคการเมืองสำรองเอาไว้ เผื่อนายกฯประยุทธ์ ท่านถูกพี่ป้อมทิ้งขว้าง หากเคลียร์ปมในใจ กับคุณธรรมนัส เลขาพรรคพลังประชารัฐ ที่ขึ้นหม้อในความใจถึงพึ่งได้...ไม่ลงตัวผมเชื่อตามความหมายในพจนานุกรม “ซ่อง” คือที่มั่วสุมกันในที่ลับๆ จึงอยากจะบอกว่า ท่านนายกฯประยุทธ์กำลังตั้งซ่อง เพราะถ้าทำกันเปิดเผย ก็ควรใช้คำว่า“ตั้งพรรค” ให้ชัดเจนกันไปข้างหนึ่งแหม! ลงแรงทำงานใหญ่ ซ่องสุมผู้คนเพื่อกู้บ้านกู้เมืองทั้งที จะทำแบบอีแอบ กระมิดกระเมี้ยนทำไมเอ้อ! ถ้ามีผู้หญิงเป็นหัวแรงตั้งซ่อง ก็ต้องว่ากันไปอีกอย่าง ผู้หญิงบางคนที่ผมพอรู้จัก จริตจะก้าน เรียกแม่เล้าได้เต็มปากเต็มคำ.กิเลน ประลองเชิง