เวทีการเสวนาของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยการโจมตีและข้อเสนอที่ดุเดือดเข้มข้น โจมตีรัฐบาลล้มเหลวทั้งในการบริหารเศรษฐกิจ และการแก้วิกฤติโควิด-19 เรียกร้องให้จัดหาวัคซีนคุณภาพ 60 ล้านโดสโดยเร่งด่วน และขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บังคับให้แอสตราเซเนกาส่งมอบวัคซีนตามกำหนดส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนโจมตีว่า รัฐบาลปล่อยให้ประชาชนเสียชีวิตเดือนละไม่ตํ่ากว่า 1-2 พันคน เป็นการบริหารประเทศที่เกินคำว่า “เลินเล่อ” แต่ เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงสามารถใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อเอาผิดรัฐบาลได้ และถ้ารัฐบาลให้ประชาชนซื้อวัคซีนเอง ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 47มีการเปิดเผยว่า ในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ พรรคเพื่อไทยจะเปิดอภิปรายญัตติด่วน เรื่องวิกฤตการณ์โควิด ขณะที่แกนนำ พรรคบางคนแสดงความมุ่งมั่นที่จะฟ้องนายกรัฐมนตรี กล่าวหากระทำผิดทั้งกฎหมายอาญา และรัฐธรรมนูญ เช่น ป.อาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ประชาชนเสียหายส่วนทางด้านรัฐธรรมนูญ รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศูนย์การ บริหารสถานการณ์โควิด-19 ที่รวบอำนาจไว้ที่ตนเองเพียงผู้เดียว อาจถูกกล่าวหาจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 47 ที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกัน และขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”แต่การฟ้องนายกรัฐมนตรีจะได้ผลอะไรหรือไม่ เพราะที่ผ่านๆมาการฟ้องร้องหรือกล่าวหานายกรัฐมนตรี ล้วนแต่จบลงด้วยความล้มเหลว จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า นายกรัฐมนตรีิอยู่เหนือกฎหมาย เป็นอภิสิทธิ์ชน ตัวอย่างเช่น กรณีที่กล่าวหานายกรัฐมนตรีกระทำผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 (3)เป็นการกล่าวหานายกรัฐมนตรี กรณีที่พักอยู่ในบ้านพักทหาร พร้อมทั้งใช้นํ้าและไฟฟรีหลังเกษียณราชการ เป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 (3) ห้ามนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ไม่ให้รับเงินหรือประโยชน์ใดๆจากหน่วยราชการ ผู้ฝ่าฝืนต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ พล.อ.ประยุทธ์รอด ด้วยอภินิหารของกฎระเบียบกองทัพอีกกรณีหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ถูกกล่าวหา กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วน ไม่ได้กล่าวข้อความที่ว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็เอาตัวรอดได้ แม้จะถูกกล่าวหาทำผิดกฎหมายสูงสุด อาจเป็นการจงใจจะไม่รักษา และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่?