เผลอแผล็บเดียว...เท่ากับปีครึ่ง ที่ “ไวรัสอู่ฮั่น” ระบาด...และองค์การอนามัยโลก ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โควิด-19”...ต่อมาถึงเปลี่ยนสายพันธุ์อังกฤษเป็น “อัลฟา” บราซิล “เซตา” แอฟริกาใต้ “เบตา” อินเดีย “เดลตา” ฟิลิปปินส์ “เธตา”ไทยหวิดได้ชื่อ “ไซแอม” เมื่อมีชาวอียิปต์มาถูกกักตัวก่อนส่งกลับประเทศทัน แต่ก็ได้ชื่อ “โควิโท” ในภาษาบาลี จากมหาเถรสมาคมหลังการสวดไล่โควิดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาใครจะเรียกโรคนี้เช่นไรก็ช่าง...แต่สังคมไทยทุกวันนี้ก็ยังจำเป็นต้อง “สวมหน้ากาก” เข้าหากัน โดยไม่ลืมพกเจลไว้ล้างมือ กับเข้าใจ “โซเชียล ดิสแทนซิ่ง” และวิถีชีวิตแบบ “นิวนอร์มอล” เป็นอย่างดี ที่แย่สุดคือข่าวสารโควิดรายวันทั้งจริงและปลอม ที่กรอกหูถี่ไม่แพ้รีวิวสินค้า พานพาคนไทยหดหู่ถึงซึมเศร้าสิ้นหวัง...แทบกลายเป็นคนบ้ารับปี ค.ศ.2021 มากขึ้นทุกวันประเด็นนี้นักจิตวิทยาให้ข้อสังเกตไว้น่าฟัง...ทุกครั้งที่มีประกาศ “หยุดงาน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ป้องกัน “การ์ดตก” ยกเว้นเวทีมวย บ่อนตะวันออก โรงจ้ำบ๊ะทองหล่อ...?ทำเอาบ้านเมืองถูกปิดล็อกดาวน์ครั้งแรกต้นปี 2563 ปล่อยผีกลางปี 5 เดือน แล้วปิดคำรบสองช่วงปีใหม่ 2564 คลายล็อกอีกที 3 เดือน พอเมษายนคุณพระช่วย...กระแสโควิดพุ่งโด่งดังห่าฝน คนติดเชื้อระนาววันละ 2,000 ถึง 4,000 คน...สถิติเคยเสียชีวิตรายวันแค่คนสองคน ก็เพิ่มเป็น 30-40 คน“สองครั้งแรกที่ ศบค.ให้คนออกเดินทางได้” นักจิตวิทยาเผย “คลื่นมนุษย์ทะลักเหมือนน้ำเดือดล้นกาต้ม เพราะถูกต้มทิ้งไว้นาน จึงเห็นภาพผู้คนไปกระจุกตัวอยู่แน่นหาดบางแสนและพัทยา...ด้วยเป็นทางออกหนีโลกซึมเศร้าที่ดีที่สุด” คาดว่าการคลายล็อกครั้งสาม...หลังดราม่าวัคซีนอลเวง คงไม่ต่างสองครั้งแรก เพราะนิสัยคนไทยชอบเที่ยว และเที่ยวโดยไม่สนเกม “เฮลิคอปเตอร์ มันนี่” จากรัฐ ที่อ่อนหัดสูญเงิน 2 พันล้านบาท จากผู้ประกอบการฮั้วผู้ได้สิทธิ์ช่วยกันแกงเงินโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน”“ตอนนี้รัฐกำลังเข้าใจผิด...คิดว่าไพล็อตโปรเจกต์คือการดึงคนยุโรป อเมริกัน กลุ่มเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง 129,000 คน มาภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แลกรายได้ 3 เดือน 15,000 ล้านบาท...ทั้งที่ยังไม่มีการเจรจายื่นหมูยื่นแมวทัวริสต์ประเทศคู่ค้า รวมถึงการโดยสารผ่านน่านฟ้า ที่แอร์ไลน์ส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง...เพียงอวดตัวทำท่าว่าอยากบิน แต่จริงๆแล้ว...เวท แอนด์ ซี ทั้งนั้น”นักจิตวิทยาคนเดียวกันนี้จึงตั้งปุจฉาสำคัญ...ต่างชาติมั่นใจแล้วหรือ? ไทยปลอดภัยโรคร้ายที่เคยติดอันดับนักป้องกัน 106 ของโลก...แล้ววันนี้ตกสวรรค์ลงมาอยู่อันดับ 79 จากการระบาดที่เพิ่มทวีรุนแรงเมื่อเป็นเช่นนี้...กูรูท่องเที่ยวจึงไม่ยอมมองข้ามตลาดคนไทย เที่ยวกันเองในประเทศ...ที่แม้จะ “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” มีผู้เยี่ยมเยือนแค่ 19.9 ล้านคน ทำรายได้ 20.7 หมื่นล้านบาทปีที่ผ่านมา และฝันพุ่งกระฉูดเป็น 93.30 ล้านคนปีนี้...สำนวนไทยถึงบ่มลูกสอนหลานเจ้าจงจำ “กำขี้...ดีกว่ากำตด”คือขี้ยังมีมูลให้กำ...ส่วนตดมีแต่ลมกูรูท่องเที่ยวขอย้ำว่า...ช่วงสวิตช์ไฟท่องเที่ยวดับ องค์กรรัฐนั่นแหละต้องสวมบทม้าศึกสู้วิกฤติ ที่กำลัง “ติดกึก ติดกัก” อย่างมีวิชั่นในการวางแผนแสดง “จุดขาย” ที่เป็น “จุดแข็ง” ทันที“ไทยมีแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศนับหมื่น ให้เลือกเพชรเม็ดงามแต่ละภูมิภาคมาเป็นสินค้าพรีเมียมแปลกใหม่ มีสีสันและเรื่องราวน่าสนใจ อีกทั้งปลอดภัยจากการระบาด และเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกได้ง่ายดาย แล้วออกโรงกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ”แม้ว่าจะมีการเตรียมการหาโปรดักส์ดังกล่าวไว้แล้ว 25 แห่ง เพื่อใช้ส่งเสริมตลาดแบบ Unseen Thailand#2 ล่าสุดเมื่อพฤษภาคม...แต่โทษทีมัน “ช้าเกินแกง” ที่จะนำการรับรู้สู่ผู้สนใจให้คิดวางแผนเดินทางทันที...ที่สวิตช์ไฟเปิดส่องสว่างณ นาทีนี้เท่าที่รู้...ขจรเดช อภิชาติตรากุล ผอ.ททท.พัทยา ซึ่งนั่งไม่ติดที่ กรณีเมืองพัทยากำลังตกอยู่ในมุมอับ ทำเอาห่วงโซ่ธุรกิจล้มกันระเนระนาด จึงรีบแชร์ความคิดร่วมกับ “สวนนงนุชพัทยา” แหล่งท่องเที่ยว 1 ใน 10 สวนสวยระดับโลก แห่ง ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ด้วยการดีไซน์รูปแบบท่องเที่ยวแนวสไตลิสต์ ให้เหมาะกับตลาดไทยและต่างชาติ ซึ่งปกติสัดส่วนตลาดใกล้เคียงกัน โดยใช้กิมมิคช้างไทยในโลกปัจจุบันกับไดโนเสาร์สัตว์โลกยุคดึกดำบรรพ์ 165 ล้านปีและ...สูญพันธุ์เมื่อ 65 ล้านปี จากเหตุอุกกาบาตพุ่งชนโลก...นำมาผูกรวมขึ้นหน้าปกทัวร์ซีรีส์เดียวกัน ใช้ชื่อว่า...“ชิม (กัญ) ชา ชมช้างไทย ไดโนเสาร์”“พัทยาอยู่ใกล้เมืองหลวงกับเชื่อมสู่ภูมิภาคอื่นในรัศมี 300 กิโลเมตร เหมาะเที่ยว 3 วัน 2 คืน ขณะห้องพักโรงแรมระดับ 5 ดาว ปัจจุบันขายกัน 1-2 พันบาท ส่วน 4 ดาวต่ำกว่าพัน”ขจรเดช มองว่า การเลือกจอยเวนเจอร์กับสวนนงนุชพัทยา เนื่องจากมีศักยภาพสูงเช่นพื้นที่กว้าง 1,700 ไร่ เป็นที่รู้จักในตลาดท่องเที่ยว อีกทั้งเป็นสวนพฤกศาสตร์วาไรตี้กลิ่นไทย ไม่แพ้แบรนด์ดังอย่างโรงถ่ายภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซล ดสนีย์แลนด์อเมริกา ฝรั่งเศส โตเกียว ฮ่องกง“จึงมั่นใจว่าช่วยฟื้นฟูสถานการณ์ท่องเที่ยวเมืองพัทยาโดยรวมได้รวดเร็ว”กัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เสริมว่า กิจกรรมที่ว่านี้จะใช้ช้างเลี้ยงตามวิถีธรรมชาติที่ไม่ใช่ช้างละครสัตว์ ซึ่งมีอยู่ 98 เชือก พื้นที่หลักคือ “หุบเขาไดโนเสาร์” สร้างขึ้นปี 2559 เพื่อจำลองโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนบนเนินดิน 25 ไร่ มีประติมากรรมรูปไดโนเสาร์ประเภทกินพืชและเนื้อขนาดเท่าตัวจริง ที่ค้นพบบนโลกชนิดต่างๆ 900 ตัว 250 สปีชีส์ กับที่พบในอีสานบ้านเฮาอีก 12 สายพันธุ์รวมอยู่ด้วย“สวนนงนุชฯ ได้ทำแพ็กเกจพิเศษชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือหุบเขาไดโนเสาร์ ดูขบวนช้างเดินตามเส้นทางไดโนเสาร์อเวนิว เสมือนการนำช้างสู่อุโมงค์เวลายุคไดโนเสาร์ครองโลก”โปรแกรมนี้เพื่อให้ช้างได้เดินออกกำลังกาย ส่วนผู้ชมก็เปลี่ยนโหมดบริหารร่างกายแบบโยคะ โดยมีผู้ฝึกสอน และกินอาหารเช้าปรุงรสด้วยใบกัญชากลางบรรยากาศโลกล้านปี“กัญชา” เหล่านี้ได้มาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ มีใบอนุญาตกำกับอย่างถูกต้องตัดกลับมาที่แพ็กเกจที่ว่าจะจัดเฉพาะวันศุกร์แรกของเดือนเท่านั้น ตั้งแต่หกโมงเช้าถึงแปดโมง ซึ่งเป็นช่วงที่ประตูสวนยังไม่เปิดบริการนักท่องเที่ยวทั่วไป และจำกัดจำนวนเพียง 100 คน นี่เป็นกลยุทธ์เพิ่มวันพักเฉลี่ยคนมาเที่ยว...“พัทยา” คือเดินทางพฤหัสฯร่วมกิจกรรมวันรุ่งขึ้น ส่วนวันศุกร์ผู้สูงอายุกับเยาวชนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร อยู่ในโปรโมชันไม่เสียค่าผ่านประตู“เพื่อส่งเสริมคนมาพัทยา และยังช่วยเหลือพนักงานนับพันคนได้มีงานทำ”“ท่องเที่ยวไทย” ไปต่อได้ไม่ได้...ขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายร่วมใจเป็นเนื้อนาบุญเดียวกัน ความสำเร็จท่ามกลางทุกวิกฤติจึงจะบรรลุผลตามมา...สัจธรรมข้อนี้ไม่ตาย ใช้ได้เสมอกับยุคนี้หรือยุคไหนๆ.