กลับมาเป็นประเด็นร้อนในแวดวง “องค์กรยุติธรรม” ให้สังคมต้องจับตาอีกครั้ง นับตั้งแต่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้ยืนยันความถูกต้องเหมาะสม และข้อมูลเหตุผลใดๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเสนอชื่อขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการอัยการ และอัยการอาวุโสด้วยเหตุที่มีการเสนอชื่อ “อัยการ” ที่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวนชั้นต้น เเละอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีขับรถยนต์ในขณะมึนเมา เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายเเก่กายหรือจิตใจ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการอัยการและ “รองอัยการสูงสุด” ที่อยู่ระหว่างถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดวินัยกรณีสั่งไม่ฟ้องทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ในคดีขับรถยนต์ชนข้าราชการตำรวจเสียชีวิต เมื่อปี 2555 เพื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการอาวุโส กลายเป็น “สังคม” ตั้งคำถามถึงหลักการ “แต่งตั้งบุคคลที่มีมลทินมัวหมอง” ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นได้นี้...? ทำให้ “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย)” ออกจดหมายเปิดผนึกถึง “อัยการสูงสุด” ระบุเนื้อหาให้ทบทวนแก้ไขการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ที่ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบความผิดเพราะสำนักงานอัยการสูงสุดมีพันธกิจข้อหนึ่งในการพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพคู่คุณธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล บุคลากร มีสมรรถนะสูง มีคุณธรรม จริยธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความหมายเป็นที่ยอมรับของประชาชนได้ต้องพิสูจน์โดยการกระทำจริง รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการอัยการ และอัยการอาวุโส ต้องยึดหลักนี้ด้วยขอเรียกร้องให้ทบทวนชี้แจงข้อเท็จจริง ในการแต่งตั้ง “ผู้มีมลทินมัวหมอง” ให้มีตำแหน่งสูงขึ้นก่อนจบกระบวนการตรวจสอบ หรือดำเนินคดีให้หมดสิ้นสงสัย เพราะการตัดสินใจนี้อาจเหยียบย่ำความศรัทธาของคนไทยต่อระบบกระบวนการยุติธรรม ที่กระทบต่อเกียรติภูมิ และความศักดิ์สิทธิ์ของสำนักงานอัยการสูงสุดอย่างแน่นอนล่าสุดเวลา 12.00 น. วันที่ 22 ม.ค.2564 เว็บไซต์ทำเนียบคณะผู้บริหาร สำนักงานอัยการสูงสุด มีการปรับรายชื่อใหม่ ในจำนวนนี้มี “อัยการ” ถูกกล่าวหาเมาแล้วขับ ขยับตำแหน่งใหม่เป็นผู้ตรวจการอัยการแล้ว ในเรื่องนี้ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ บอกว่า การแต่งตั้ง “อัยการ” ผู้ที่เคย หรือกำลังถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเกี่ยวกับวินัยให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นนี้ที่อาจเป็นการกระทำอันขัดต่อ “หลักธรรมาภิบาล” ไม่สอดคล้องตามหลัก “รัฐธรรมนูญ” ที่มีเจตนารมณ์ปกป้องสังคมมิให้ผู้ที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองชัดเจน เช่นนั้นอาจกลายเป็นแบบอย่าง “ความไม่ถูกต้อง” ให้สังคมได้กระทำลอกเลียนแบบก็ได้ปัญหาใหญ่ในช่วงหลายปีมานี้มักเกิด “การคอร์รัปชันสูงมากในสังคมไทย” อีกทั้งยังมีความขัดแย้งทางสังคมอันเกิดจาก “ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมมากมาย” โดยเฉพาะกรณี “อัยการไม่ฟ้องคดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง” สร้างความสะเทือนต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมมากที่สุดเหตุนี้ “อัยการผู้ไม่ฟ้องคดี” กำลังกลายเป็น “จำเลยของสังคม” เพราะตั้งแต่มีผลสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาฯ เรื่องนี้กลับมีความคืบหน้าเฉพาะ “ฝ่ายตำรวจ” ในการสอบสวนลงโทษทางวินัยไม่ร้ายแรง ที่อาจมีความขัดใจประชาชนต่างกันออกไปแต่ส่วน “อัยการสูงสุด” กำลังถูกกล่าวหาในการดำเนินการอย่างขาดความโปร่งใสไม่ตอบรับ “ความเห็น หรือความไม่พึงพอใจของสังคม” ในความคืบหน้า “การลงโทษทางวินัยผู้ที่เกี่ยวข้อง” ตามข้อแนะนำของคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นความไม่ถูกต้อง และค้างคาใจประชาชนมาจนถึงวันนี้ด้าน “อัยการผู้ถูกสอบเมาแล้วขับชนแล้วหนี” คดีนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า “จบสิ้นสุดหรือไม่” แต่กลับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งสูงขึ้น ทำให้เกิดความสงสัยคลางแคลงใจของสังคมอย่างมาก เช่นนี้ต้องเร่ง “เปิดเผยสำนวนคดีสู่สาธารณชน” เพื่อให้เกิดความกระจ่างยิ่งขึ้นกว่านี้ ดังนั้นเรื่องการแต่งตั้งผู้เคยถูกสอบวินัยให้มีตำแหน่งสูงขึ้นนี้คงเป็นหน้าที่ “อัยการสูงสุด” ต้องออกมาตั้งโต๊ะชี้แจงต่อสังคมให้คลายข้อสงสัยทุกประเด็น เพื่อไม่ให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยเช่นนี้กันไปเอง เพราะจะทำให้กระทบต่อเกียรติภูมิ และความศักดิ์สิทธิ์ของสำนักงานอัยการสูงสุดก็ได้แต่แง่มุมมองของ “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน” ในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของสำนักงานอัยการ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ต้องให้ความสำคัญในเรื่อง “ธรรมาภิบาล และความโปร่งใส” ในความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าผลประโยชน์ขององค์กร หรือผลประโยชน์ของตัวบุคคลด้วยซ้ำมิเช่นนั้นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคม รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มักมีความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในคดีของคนจน แต่ถ้าเป็นคดีของคนมีเงินร่ำรวย มักได้รับการช่วยเหลืออยู่เสมอทำให้ต้องย้อนกลับมาในประเด็น...“การลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องคดีไม่ฟ้องทายาทคนดัง” เพราะคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ มีผลสรุปส่งมอบให้ “นายกรัฐมนตรี” และได้มอบหมายต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินการกระจายเรื่องให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการเรียบร้อยไปแล้วบัดนี้ผ่านมาเกือบ 5 เดือน กลับไม่มีผลสรุป “ผู้กระทำความผิด” ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอัยการสูงสุด ทนายความ และฝ่ายนักการเมือง ยกเว้น “ตำรวจ” มีการลงโทษวินัยไม่ร้ายแรงบางส่วนแล้ว ด้วยเหตุผลสรุปของคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องสู่สาธารณชน ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้“ตอนนี้ประชาชนต่างพุ่งเป้าเน้นกระบวนการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องมากกว่าการลงโทษผู้ต้องหาในคดีไปแล้ว ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐอาจต้องบอกกล่าวแจ้งความคืบหน้าผลการดำเนินการทั้งหมดให้ประชาชนได้รับทราบเป็นระยะด้วย รวมถึงในขั้นตอนแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องของขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม” ดร.มานะว่าโดยเฉพาะในเรื่อง “การปฏิรูปตำรวจ” ที่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปีนับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 จนมาถึงวันนี้ผ่านมาแล้ว 3 ปีก็ไม่มีการดำเนินการใดๆออกมาด้วยซ้ำตอกย้ำ...“ข้อบกพร่องกระบวนการยุติธรรม” ในสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ที่กระทบต่อประชาชนอย่างมาก ที่เกิดจาก “เรื่องส่วย สินบน” ของข้าราชการบางคนในกระบวนการยุติธรรมเข้าไปเกี่ยวข้องผลประโยชน์ในบ่อนพนัน การขนแรงงานเถื่อน และสถานบันเทิงผิดกฎหมาย ที่ไม่มีความชัดเจนต่อการแก้ปัญหานี้ด้วยซ้ำสาเหตุจากระบบโครงสร้างเกิดข้อบกพร่องมาตั้งแต่ต้น ส่งผลให้บุคคลเข้ามาอยู่ในระบบนี้ก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น เรื่องข่าวลือกล่าวหากันว่าในการโยกย้ายในวงการตำรวจบางคนมักมีซื้อตำแหน่ง เมื่อเข้าไปสู่ตำแหน่งที่ต้องการแล้วอาจต้องโกงกินเงินแผ่นดิน เพื่อถอนทุนคืนให้คุ้มทุนในสิ่งที่ลงทุนไปหากมีการกระทำโดยการวิ่งเต้นใช้เงินแล้ว ย่อมทำให้ระบบที่เป็นต้นธารกระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวเสมอ และไม่อาจนำไปสู่ความยุติธรรมในสังคมได้ เมื่อสังคมปราศจากความยุติธรรมความสามัคคีในสังคมก็ยากเกิดได้ ด้วยเหตุนี้ต้องมีการพูดถึง “การปฏิรูปตำรวจ” เพื่อขจัดเรื่องส่วย และสินบนให้หมดออกไปจากสังคมไทย เรื่องนี้สะท้อนถึงกรณี “นายกรัฐมนตรี” ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และการลักลอบเล่นพนัน ในครั้งนี้ประชาชนกลับไม่คาดหวังอะไร เพราะเคยผิดหวังจากผลสรุปคดีทายาทคนดัง ตามคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ เสนอรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไปแล้ว แต่กลับไม่ดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมชัดเจนในอนาคต “สังคมไทย” จะอยู่อย่างสงบสุขได้ “ทุกคน” ต้องมีความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย โดยเฉพาะ “ประเทศไทย” มีระบบกระบวนการกฎหมายที่ดีอยู่แล้ว แต่ปัญหามาจาก “บุคคลบางคน” ทำให้กระทบต่อความศรัทธาของประชาชน ดังนั้นในวันนี้ต้องดำเนินการจัดระเบียบกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมนี้มีความสำนึกยึดในหลักความถูกต้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว อีกทั้งต้องสำนึกต่อความเป็นธรรมมากกว่าการเอาชนะด้วยการตีความกฎหมาย เพื่อสร้างความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมาเช่นเดิมเพราะเชื่อว่า...“ประชาชนทั้งประเทศ” ยังมีความเชื่อมั่นต่อ “กฎหมาย” ในพลังแห่งความยุติธรรมให้มีอยู่จริงในสังคมไทย...