มีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล 2-3 คดี ที่เกิดขึ้นติดต่อกัน และต้องถือว่าเป็นข่าวดีสําหรับนักการเมือง หรือนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นั่นก็คือ คำพิพากษาศาลอาญายกฟ้องมารดาของ “จ่านิว” คำพิพากษาศาลอาญายกฟ้องนายจาตุรนต์ ฉายแสง และคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ไม่รับคำร้อง ของกลุ่มไทยภักดีคำร้องของแกนนำกลุ่มไทยภักดี กล่าวหาว่าผู้ถูกร้องที่ 2-19 และที่ 1 คือประธานรัฐสภา ร่วมกันเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนรัฐสภามีมติรับหลักการในวรรคที่ 1 มีเจตนาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศาลเห็นว่าเป็นการใช้สิทธิของ ส.ส. มิได้ใช้สิทธิพรรคการเมือง ศาลจึงสั่งไม่รับคำร้องคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไป โดยไม่ต้องพะวงว่าจะถูกกล่าวหาล้มล้างการปกครอง ส่วนอีกคดีหนึ่ง ศาลอาญาสั่งยกฟ้อง มารดาของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ถูกฟ้องในข้อหากระทำผิด ป.อาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เป็นคดีตัวอย่างที่แสดงว่าจำเลยในคดี ม.112 ความผิดเกี่ยวกับการหมิ่น ประมาทสถาบัน ไม่ใช่ผู้ทำผิดเสมอไป อาจทำให้บรรดาแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเกือบ 40 คน ที่โดน ม.112 สบายใจได้บ้าง ส่วนกรณีที่ศาลอาญาสั่งยกฟ้องนายจาตุรนต์ อดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นชัยชนะของสิทธิเสรีภาพในการพูด การแสดงความเห็นนายจาตุรนต์ถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคณะรัฐประหาร คสช. โดยแถลงข่าวกล่าวหาว่า การยึดอำนาจของ คสช. เมื่อปี 2557 เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คำสั่งของ คสช.ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องว่าการกระทำของจำเลย เพื่อให้ประชาชนต่อต้าน คสช. เป็นการยั่วยุให้เกิดความปั่นป่วน และกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนแต่ศาลเห็นว่าการแถลงข่าวของจำเลยเป็นสิทธิเสรีภาพโดยสุจริต ตามรัฐธรรมนูญ และตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ที่ประเทศ ไทยเป็นสมาชิก และเมื่อจำเลยแถลงข่าวแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีประชาชนออกมาก่อความปั่นป่วน หรือเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.ตามข้อหา ตาม ป.อาญา ม.116ม.116 เป็นกฎหมายครอบจักรวาล เป็นข้อหายอดฮิตที่รัฐบาลอำนาจนิยมชอบใช้ ปิดปากกลุ่มผู้ที่เห็นต่าง เช่น กลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังพักชั่วคราวในขณะนี้ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครกล้าฟ้องคณะรัฐประหารในความผิดตาม ม.113 ที่อยู่ติดๆกับ ม.112 ม.113 ว่าด้วยการกระทำผิด ล้มล้างรัฐ-ธรรมนูญ เป็นเรื่องจริงที่เกิดซ้ำซาก.