(แฟ้มภาพ)อาจเป็นมหากาพย์อีกเรื่องหนึ่งของการเมืองไทย และอาจนำไปสู่การเสียค่าโง่ตามประเพณี นั่นก็คือโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ ในวงเงิน 12,280 ล้านบาท นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เล่าว่า โครงการ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2556 บริษัทซิโน-ไทยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และขยายสัญญามาแล้ว 4 ครั้งตามสัญญาการก่อสร้างฉบับแรก ผู้รับเหมาจะต้องก่อสร้างให้เสร็จภายใน 900 วัน มิฉะนั้นจะต้องเสียค่าปรับให้ทางการวันละ 12 ล้านบาท แต่โครงการนี้ขยายเวลาครั้งแรก ตั้งแต่สภายุค คสช.ขยายครั้งสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2562 ถึง 31 ธันวาคม รวมขยายเวลา 4 ครั้ง กว่า 2,700 วันแต่โครงการซึ่งมีสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา เป็นผู้รับผิดชอบ แทนที่บริษัท ผู้รับเหมาจะต้องเสียค่าปรับให้ทางการ ประมาณ 18,000 ล้านบาท แต่บริษัทกลับเป็นผู้เรียกร้องค่าเสียหายกว่า 16,000 ล้านบาท สภาผู้แทนราษฎรต้องตั้งคณะกรรมาธิการมาตรวจสอบ พร้อมทั้งประกาศว่ารัฐสภาจะต้องปัดกวาดบ้านตัวเองถ้าพูดในทางทฤษฎี รัฐสภาเป็นองค์กรที่มีอำนาจมากที่สุด มีอำนาจออกกฎหมายได้สารพัด ทั้งยังมีอำนาจตรวจสอบองค์กรอื่นๆ เช่น ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล รัฐสภาจะต้องไม่ยอมให้เกิดเรื่องอื้อฉาว หรือเรื่องที่น่าสงสัยว่ามีการทุจริตในรัฐสภาโดยเด็ดขาด และจะต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วนส.ส.บางคนอภิปรายว่า เหตุที่ต้อง ตั้ง กมธ.ขึ้นมาศึกษา ก็เพื่อป้องกันไม่ให้สภาเสียค่าโง่ เพราะมั่นใจว่าการขยายสัญญาก่อสร้างครั้งที่ 4 ถ้าไม่แล้วเสร็จจะต้องต่อสัญญาครั้งที่ 5 และนำไปสู่การเสียค่าโง่ ซึ่งกลายเป็นประเพณีในวงการเมือง และราชการไทย เนื่องจากชอบทำสัญญาเสียเปรียบเอกชน เพื่ออะไรไม่ทราบการเสียค่าโง่ครั้งละหลายหมื่นล้านบาท มักจะเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายรัฐยกเลิกสัญญาที่มีการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น คดีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน หรือโครงการโฮปเวลล์ บางโครงการเกิดขึ้นในรัฐบาล คสช.ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เช่น การยกเลิกสัญญาเหมืองทองคำ เกิดขึ้นในยุคที่รัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาด มีดาบอาญาสิทธิ์ ในมือรัฐบาล คสช.เคยประกาศ ให้การปราบปรามการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ มีการโฆษณาชวนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็น “ฉบับปราบโกง” แต่การทุจริตคอร์รัปชันก็ยังเฟื่องฟู เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีไปเป็นประธานในพิธีประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต แต่ดูเหมือนจะเป็นเพียง “พิธีกรรม” ปราบการทุจริต.