นับเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาแหล่งน้ำ สานต่อศาสตร์พระราชาเพื่อให้คนไทยมีระบบชลประทานที่ดีขึ้น มีน้ำใช้ได้อย่างทั่วถึงกรมชลประทาน มูลนิธิปิดทองหลังพระ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และ มูลนิธิรากแก้ว ร่วมกันลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อสืบสานงานโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริแบบบูรณาการนายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงการลงนามครั้งนี้ จะเป็นการร่วมกันนำองค์ความรู้ 6 มิติของรัชกาลที่ 9 ด้านน้ำ ดิน เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เข้าใจเข้าถึงพัฒนา มาใช้สานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ยังไม่มีระบบชลประทาน มาพัฒนาให้มีระบบสมบูรณ์ ให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด สัมฤทธิผลตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ“เป้าหมายของการลงนามเอ็มโอยู เราต้องการให้ประชาชนมีน้ำจากโครงการพระราชดำริใช้อย่างเพียงพอ สามารถพึ่งพาตนเองได้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม โดยจะขับเคลื่อนร่วมกับประชาชน หน่วยงานในพื้นที่ และสถาบันการศึกษาต่างๆ” ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและการพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานพระราชดำริ ให้ความเห็นด้าน ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ให้เหตุผลถึงที่มาของการลงนาม เนื่องมาจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีมากกว่า 2,100 โครงการ...ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบชลประทานที่สมบูรณ์แบบแล้ว 480 โครงการที่เหลืออีก 1,645 โครงการ ยังไม่มีระบบชลประทานที่สมบูรณ์ ซึ่งกรมชลประทานและมูลนิธิปิดทองหลังพระจะได้ร่วมกันคัดเลือกนำมาพัฒนาให้มีระบบชลประทานที่สมบูรณ์ตามหลักวิชาการและสอดคล้องความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เกษตรมีความยั่งยืนโดยจะเริ่มนำร่องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย น่าน อุดรธานี เพชรบุรี ยะลา ปัตตานี จากนั้นจะขยายผลไปยังโครงการในพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพให้แล้วเสร็จภายในปี 2564.สะ–เล–เต