พระอาจารย์พรหมเริ่มต้นเรื่อง “คอนเสิร์ตชีวิต” ไว้ใน หนังสือชวนม่วนชื่่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า (โรงเรียนทอสี พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน พ.ศ.2549) ว่า 8 ปีในการเริ่มต้นเป็นพระป่า ที่วัดหนองป่าพง ที่วัดมีงานศพทุกอาทิตย์ แต่ท่านไม่เคยเจอคนอีสานร้องไห้...คำสอนพระพุทธเจ้า ความตาย ความพลัดพรากจากของรัก เป็นเรื่องธรรมดา คนอีสานยอมรับได้วันเวลาที่ผันผ่านสอนท่านว่า ยังมีทางเลือกอื่น นอกเหนือจากความโศกเศร้า ไม่ใช่ว่าความโศกเศร้าจะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพียงแต่มีความเป็นได้อย่างอื่น การสูญเสียผู้ที่เรารักสามารถมองได้ในอีกนัยหนึ่งพ่อพระอาจารย์เสียชีวิตตอนท่านอายุ 16 ปี สำหรับท่านพ่อเป็นชายผู้ยิ่งใหญ่ พ่อเป็นผู้ที่ช่วยให้ท่านค้นพบความหมายของความรัก จากคำพูด “ไม่ว่าจะทำอะไรในชีวิต ลูกเอ๋ย ประตูใจของพ่อเปิดรับลูกเสมอ”พระอาจารย์พรหมบอกว่า แม้จะรักพ่อมากมหาศาล แต่ท่านก็ไม่ร้องไห้ในงานศพ และไม่เคยร้องไห้เพราะคิดถึงพ่อ กินเวลาหลายปี กว่าท่านจะเข้าใจความรู้สึกลึกเร้นของตัวท่านเองความเข้าใจนั้นเกิดจากเรื่องที่พระอาจารย์กำลังจะเล่าต่อไปนี้ตอนเป็นหนุ่ม ท่านชอบฟังเพลง เพลงร็อก เพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส จนถึงเพลงพื้นบ้าน เมื่อสามสี่สิบปีที่แล้ว ท่านเคยจำได้ครั้งหนึ่ง ที่ไปฟังวงเลด เซปเปลิน แสดงอย่างเขินๆเป็นครั้งแรก ในคลับเล็กๆย่านโซโหและอีกครั้ง พวกเราไม่กี่คนนั่งดูร็อด สจ๊วต ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จัก ร้องนำในวงร็อกที่ห้องชั้นบนผับเล็ก ทางเหนือกรุงลอนดอนตอนคอนเสิร์ตจบ ท่านจะร้องตะโกน “เอาอีกๆ” ร่วมกับคนอื่นๆ โดยปกติวงดนตรีจะเล่นต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ต้องถึงเวลาเลิกราเก็บข้าวเก็บของกลับบ้านในความทรงจำดูราวๆกับว่า ทุกค่ำคืนที่เดินออกจากคลับผับ หรือโรงแสดงคอนเสิร์ต กลับบ้านนั้นฝนมักจะกำลังตกอยู่เสมอคนลอนดอนเรียกฝนที่ตกตอนมัวซัวแบบนั้นว่า “ฝนตกปรอยๆ” มันมาพร้อมความหนาวเย็นและเศร้าซึมแม้จะรู้ว่าคงไม่มีโอกาสได้ฟังวงดนตรีวงนั้นอีก แต่ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่ท่านจะรู้สึกเศร้าหรือร้องไห้ท่ามกลางความมืดในค่ำคืนกรุงลอนดอน เสียงดนตรีอันเร้าใจยังคงก้องสะท้อนในใจ “เยี่ยมจริงๆ มันจริงๆ โชคดีชะมัดที่เราได้ฟัง”ความรู้สึกเดียวกันนั้นเป็นความรู้สึกของท่าน เมื่อพ่อตายการแสดงคอนเสิร์ตยิ่งใหญ่ต้องจบลงในที่สุด เมื่อมันใกล้จบ ท่านร้องตะโกน “เอาอีกๆ”พ่อผู้เป็นที่รักต่อสู้อย่างหนัก เพื่อจะมีชีวิตต่ออีกไม่นานนัก เพื่อเรา เมื่อถึงเวลาที่พ่อต้องเก็บข้าวเก็บของกลับบ้าน เมื่อท่านเดินออกจากสถานที่มอร์ทเลคตอนจบพิธี ท่ามกลางฝนปรอยๆฝนอันเย็นเยียบของลอนดอน ท่านจำได้แจ่มชัด รู้แจ้งแก่ใจว่าจะไม่มีโอกาสอยู่กับพ่ออีกท่านไม่รู้สึกเศร้าหรือแม้แต่จะร้องไห้ สิ่งที่ก้องในใจ “พ่อเป็นพ่อที่วิเศษ” โชคดีที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ ขณะท่านจูงมือแม่ก้าวเดินไปข้างหน้า ท่านรู้สึกเบิกบานเช่นเดียวกับรู้สึกยามเดินออกมาจากการแสดงคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระอาจารย์พรหมจบเรื่องเล่าคอนเสิร์ตชีวิตว่า ความเศร้าโศกเกิดจากการเพ่งมองเฉพาะความพลัดพราก ในขณะที่ความสำนึกในบุญคุณและความกตัญญู นำไปสู่การฉลองชีวิตดีงามที่ปิดฉากลง.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม