ในหนังสือ “เกร็ดภาษา” หนังสือไทย ฉบับปรับปรุง (พิมพ์คำ พิมพ์ ครั้งที่ 8 พ.ศ.2558) หน้าหนึ่งที่ผมเอากระดาษคั่นไว้...คงนาน เพราะกระดาษที่คั่นเก่าเต็มที ไล่เลียงอ่านไปจนถึงย่อหน้าที่ต้องการส.พลายน้อยเริ่มต้นว่า มีคำโบราณที่ใช้เรียกจำนวนน้ำฝนอยู่คำหนึ่งคือ คำว่า ห่าในใบปฏิทินสงกรานต์มักจะประกาศให้ทราบว่า ปีนั้นฝนจะตกในจักรวาลเท่านั้นห่า ตกในโลกมนุษย์เท่านี้ห่าปัญหาที่ถกเถียงกันก็คือ ทำไมจึงเรียกจำนวนน้ำฝนว่า ห่า และห่าหนึ่งมีจำนวนน้ำฝนเท่าไหร่?ใช้อะไรเป็นเครื่องวัดเท่าที่ทราบมานั้น คนโบราณเข้าใจกันว่า เมื่อฝนตกเอาบาตรหรือหอยโข่งมาตั้งไว้กลางแจ้ง ถ้าได้น้ำเต็มบาตรหรือหอยโข่งนั้น แล้วก็เรียกว่า ได้ห่าหนึ่งหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงทราบว่า ผู้เขียน (ส.พลายน้อย) สนใจในเรื่องนี้อยู่ ได้ทรงจดหมายฝากคนมาให้ว่า “น้ำฝนตกเต็ม 1 บาตรพระ เท่ากับ 1 ห่า”และทรงบอกว่า พระภิกษุช่วง วัดเขาทโมน เมืองเพชร เป็นผู้บอกทีนี้ก็เหลือปัญหาว่า ทำไมจึงเรียกจำนวนน้ำฝนว่า “ห่า” เรื่องนี้มีบางท่านสันนิษฐานว่า “ห่า” เห็นจะมาจากคำว่า “มหา” ซึ่งแปลว่ามาก เป็นภาษาแขกเวลาเขาเห็นโรคภัยไข้เจ็บชุกชุม เขาก็พูดว่า “โรคมหา” หรือ “โรคามหา” พูดเร็วๆฟังไม่ถนัด ได้ยินไปว่า “โรคห่า” เช่นเดียวกับคำว่า ฝนตกได้ห่าหนึ่งนี้ ก็เห็นจะเป็นแขกพูดแขกเข้ามาเมืองไทยเห็นฝนตกมาก อยากจะพูดว่าฝนตกหนักหนา พูดไม่ถูกก็พูดแขกปนไทยว่า ฝนตกอย่างมหา คนไทยได้ยินก็คว้าเอาไปพูดว่า ฝนตกอย่างนี้แขกเขาว่า ได้ห่าหนึ่งก็เลยใช้ตามๆกันต่อมาข้อสันนิษฐานคำว่า “ห่า” ยังมีอีก ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่า วิธีวัดบาตรของพระสงฆ์ ใช้มาตราตวงของอินเดีย เรียกชื่อมาตราหนึ่งว่า อาฬหกะ บาตรหนึ่งจุอาฬหกะหนึ่งคำว่า อาฬหกะนี้ พูดอย่างพราหมณ์หรือแขกอินเดียเสียง อ เร็ว จนหายไป มาหนักอยู่ที่ หกะ ภาษาไทย ชอบพูดสั้นๆ และลากเข้าไปหาเสียงไทยอยู่แล้วคำว่า อาฬหกะ ก็คงเหลือเพียง หกะ แล้วกลายมาเป็นห่า ในที่สุดนี่ก็เป็นอีกความหมายหนึ่งข้อสันนิษฐานนี้ จะใกล้ความจริงมากน้อยแค่ไหน ก็ยังไม่มีใครรับรอง หรือคัดค้าน เพราะเป็นเรื่องยากที่จะสอบสวน อย่างน้อยคำ “ห่า” นี้ ก็ใช้กันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้วดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 2 ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 49 ก็ใช้คำว่า “ฝนตกห่าใหญ่”และในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ก็มีกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารว่า เมื่อฉลองวัดนางคำนั้น ได้ทำพิธีห้ามฝน เมื่อเสร็จงานฉลองแล้ว “ฝนห่าใหญ่จึงตก น้ำนองท่วมที่ทั้งนั้นสิ้น”ถ้าจะว่าแขกพูดมากันก่อน ของเราทั้งในสมัยสุโขทัย หรือสมัยอยุธยาก็พูดมาหลายร้อยปีทั้งหมดนี้ คือความรู้เรื่องห่า...เท่าที่ผู้รู้ท่านอธิบาย มีเหตุผลพอให้เข้าใจได้ แต่เรื่องที่ผมไม่เข้าใจ และสงสัยมานาน...ใคร ผู้ใด หนอ? เอาคำ “ห่า” มาใช้ด่ากัน คงได้ยินเต็มสองหูกันมาแล้วทุกคน “ไอ้ห่ากิน”เพราะฟังเมื่อใด ก็ทำให้คิดว่า “ห่า” มันช่างเลวช่างร้ายเสียเหลือเกินอีกสำนวน คล้องจอง...“จะไปจะไปก็เหมือนไก่บิน จะมาจะมาก็เหมือนห่ากิน” ประโยคแรกพอเข้าใจ มาเร็วไปเร็ว แต่ประโยคหลัง ฟังเป็นคำด่า “มันมากัน เหมือนโจรปล้นเมือง...โกงได้ทุกอย่าง กินมันได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า”...ประโยคหลังนี้ ผมเพิ่งฟังมา กำลังคิดอยู่ว่าเขาด่าใคร?กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม