ผบก.ภ.จ.ชลบุรี พาสาวทอมเหยื่อกาม “ไอ้ป๋อง” ชี้รูปตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ให้ยาบ้า ไปขายเมื่อ 8 ปีก่อน เปิดตัวอีกคน “ผู้กองคม” ตำรวจสายสืบเชื่อมโยงไอ้ป๋องหลังเช็กข้อมูลมือถือเคยโทร.ติดต่อกันหลังพ้นคุกคดีพยายามฆ่า เจ้าตัวยอมรับโทร.หากัน 3 ครั้ง และเรียก มาพบที่ร้านอาหารแต่ไม่เคยใช้งาน ยืนยันความ บริสุทธิ์ใจชี้แจงผู้บังคับบัญชาไปแล้ว ส่วน “ดาบษร” อดีตตำรวจวัยเกษียณ เปิดใจไม่ใช่ลูกพี่ไอ้ป๋องแถมเกลียดเข้าไส้ สาบานต่อหน้าไฟไม่เคยใช้เป็นนิ้วตามที่ถูกกล่าวหา ตำรวจประสานมูลนิธิเคลียร์พื้นที่จุดพบ ศพ 3 คนพ่อแม่ลูก เตรียมสแกนหาศพเพิ่มคลายข้อสงสัย คำให้การ “ไอ้ป๋อง-ไอ้ธง” ชี้จุดไม่ตรงกัน 2 จุดคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ฆ่าฝังดิน 5 ศพสองพี่น้องชาวรัสเซียกับครอบครัวพ่อแม่ลูกในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ถึงแม้ตำรวจจะจับกุมกลุ่มคนร้ายได้ครบแล้ว 4 คน แต่สังคมยังคาใจในพฤติกรรมโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ของนายฑณา หรือป๋อง เกิดทอง อายุ 43 ปี เดนนรกหัวโจกแก๊งฆาตกรมิฬ เชื่อว่าอาจมีตำรวจหนุนหลัง กระทั่ง น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 22 ปี สาวทอมเหยื่อกามที่เคยถูกนายป๋องล่อลวงกักขังล่วงละเมิดทางเพศเป็นเวลา 4 เดือน เมื่อ 8 ปีก่อน ออกมาแฉผ่านรายการโหนกระแสว่า นายป๋องมีลูกพี่เป็นตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ให้ยาบ้าไปขาย ต่อมาปรากฏชื่อ “ดาบษร” อดีตตำรวจวัยเกษียณที่ถูกพุ่งเป้าว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวและยังมีตำรวจคนอื่นๆที่เข้าข่ายด้วย ตำรวจเตรียมนำตัว น.ส.บี มาชี้ตัวยืนยันให้แน่ชัดพาสาวทอมชี้ตัวตำรวจห้วยใหญ่ความคืบหน้าที่ บก.ภ.จ.ชลบุรี ช่วงบ่ายวันที่ 5 ส.ค. พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงศ์มณีเทศ ผบก.ภ.จ.ชลบุรี ให้ตำรวจเชิญตัว น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 22 ปี สาวทอมเหยื่อกามนายป๋อง มาชี้ภาพถ่ายตำรวจและอดีตตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ที่เมื่อ 8 ปีก่อนนายป๋องบอกว่าเป็นลูกพี่และพา น.ส.บีไปรับยาบ้าจากตำรวจนายดังกล่าวเอาไปขาย โดยให้พนักงานสอบสวนหญิงสอบปากคำ น.ส.บี พร้อมทั้งนำภาพถ่ายตำรวจมาให้ดู ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนที่มาปักหลักรอทำข่าวจำนวนมากเข้าไปด้านในแต่อย่างใด กระทั่งเวลา 15.00 น. พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ได้เดินลงจากชั้น 2 ออกทางประตูด้านหลังและขึ้นรถส่วนตัวออกไป ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม ผบก.ภ.จ.ชลบุรีเผยเพียงสั้นๆว่า อยู่ระหว่างขั้นตอนการดูภาพถ่ายและชี้ตัว ยังให้รายละเอียดอะไรไม่ได้ ต่อมามีสื่อโซเชียลเผยแพร่ภาพตำรวจหญิงกำลังนั่งสอบปากคำหญิงสาวคนหนึ่งที่มีการเบลอหน้า พร้อมข้อความระบุว่า “เหยื่อสาวให้ปากคำพนักงาน”โผล่อีกคน “ผู้กองคม” โยงไอ้ป๋องด้านความคืบหน้าการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือของนายป๋องมีรายงานว่า ตรวจพบความเชื่อมโยงไปถึงนายตำรวจยศ ร.ต.อ.นายหนึ่งชื่อ “ผู้กองคม” ปัจจุบันเป็นตำรวจชุดสืบสวนอยู่ สภ.ห้วยใหญ่ ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับนายตำรวจคนดังกล่าวเผยว่า เป็นหนึ่งในตำรวจที่ร่วมจับกุมนายป๋องในคดีพยายามฆ่าผู้อื่น และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เมื่อเดือน ต.ค.61 จากเหตุการณ์ยิงถล่มห้องแถวในซอยกอกล่าง บ้านทุ่งละหานใต้ หมู่ 8 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน ระหว่างสืบสวนตามล่าตัวนายป๋อง ตนได้จดเบอร์โทร.ให้พ่อนายป๋องไว้ หลังก่อเหตุไม่กี่วันนายป๋องถูกตำรวจสายตรวจ สภ.หนองปรือ จับกุมที่ห้องพักย่าน ต.โป่ง อ.บางละมุง เนื่องจากถูกชาวบ้านแจ้งจับฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญ เมื่อตรวจสอบประวัติพบหมายจับคดีที่ สภ.ห้วยใหญ่ ตนจึงนำกำลังไปรับตัวจาก สภ.หนองปรือ กลับมาดำเนินคดีทำให้เชื่อใจหวังบอกที่ซ่อนปืนผู้กองคมเผยต่อไปว่า เมื่อคุมตัวมาสอบเค้นเรื่องปืน .38 ที่ใช้ก่อเหตุ นายป๋องอ้างว่านำไปโยนทิ้งทะเลด้านหลังวัดบ้านอำเภอ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี แต่เจ้าหน้าที่หาไม่เจอ ระหว่างนั้นได้ซื้อข้าวให้นายป๋องกินพร้อมทั้งพยายามพูดคุยให้เกิดความเชื่อใจและคลายจุดซ่อนปืน สุดท้ายนายป๋องก็ยังปากแข็งไม่ยอมบอก จนมีการสันนิษฐานว่าน่าจะนำไปฝากไว้กับพรรคพวกคนใดคนหนึ่ง หรือนำไปซ่อนไว้ ในครั้งนั้นตำรวจได้ลงบันทึกจับกุมแล้วส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ก่อนจะถูกส่งตัวเข้าเรือนจำตั้งแต่เดือน ต.ค.61ยอมรับหลังพ้นคุกไอ้ป๋องโทร.หาหลังผ่านมา 8 ปีจนกระทั่งช่วงกลางเดือน มิ.ย.69 มีโทรศัพท์เบอร์แปลกโทร.เข้ามาหา ปลายสายพูดว่า “สวัสดีครับพี่ ผมป๋องเอง” ตอนนั้นตนจำไม่ได้ว่าป๋องคือใคร ถามสวนกลับไปว่า “ป๋องไหน” นายป๋องตอบกลับมาว่า “ผมป๋องเองครับ ที่พี่เคยจับคดียิงในซอยกอกล่าง” ทำให้ตนร้องอ๋อทันที ตอนนั้นจำได้ว่าได้บอกนายป๋องว่าออกจากคุกมาแล้วให้ทำตัวดีๆอย่าเกเร และยังถามนายป๋องอีกว่าไปเอาเบอร์โทรศัพท์มาจากไหน นายป๋องบอกว่า เบอร์โทรศัพท์ถูกจดไว้ที่สมุดของพ่อ จากนั้นก็วางสายไป หลังจากวางสายได้นำเรื่องไปบอกทีมงานว่าไอ้ป๋องออกมาแล้วให้รีบทำประวัติเป็นบุคคลเฝ้าระวัง เนื่องจากเป็นบุคคลอันตรายเคยเรียกมาเจอกันที่ร้านอาหารส่วนประเด็นที่ตนโทรศัพท์ไปหานายป๋อง เนื่องจากนายป๋องโทรศัพท์มาหาตนบอกว่าเห็นตำรวจเข้าไปที่อู่ซ่อมรถ จยย. ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นทีมงานออกไปตามจับบุคคลตามหมายจับ ตนก็ไม่ได้ตอบอะไร ผ่านไปประมาณ 10 นาทีตนโทรศัพท์ไปหานายป๋องอีกครั้งเพื่อถามว่าเห็นบุคคลตามหมายจับหรือไม่ นายป๋องก็ตอบว่าไม่เห็น คิดว่าคงหนีไปหมดแล้ว จากนั้นตนถามว่าอยู่ที่ไหนให้มาหาที่ร้านอาหารใกล้อู่ซ่อมรถ ถัดมาอีกประมาณ 5 นาทีนายป๋องขี่รถ จยย.มาหา เดินเข้ามาสวมกอดเอวแล้วพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบแต่ไม่ได้พูดอะไรกันมากมาย ก่อนจะแยกย้ายไป กระทั่งล่าสุดมีการโทรศัพท์อีกครั้งเพราะนายป๋องต้องสงสัยคดีลักพาตัวสองพี่น้องชาวรัสเซีย ยอมรับว่ามีการโทร.ไปเพราะทีมงานให้โทร.ติดต่อเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการไล่ล่าติดตามตัว แต่ไม่สามารถติดต่อได้เนื่องจากนายป๋องปิดเครื่อง มีการโทร.ถึง 3 ครั้ง แต่นายป๋องปิดเครื่องตลอด คาดว่าเป็นช่วงเวลาหลบหนีบริสุทธิ์ใจชี้แจงผู้บังคับบัญชาแล้วผู้กองคมเผยด้วยว่า เรื่องนี้ได้ยืนยันความบริสุทธ์ใจและชี้แจงผู้บังคับบัญชาไปแล้วว่าตนไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวและไม่เคยเรียกใช้งานนายป๋องแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงแต่ทำหน้าที่ตำรวจไล่จับผู้ร้าย เคยทำคดีนายป๋อง 2 คดี คดีแรกคือนำเด็กผู้หญิงไปกักขังหน่วงเหนี่ยว จำไม่ได้ว่าช่วงไหน แต่เป็นในช่วงกลางปี 2561 คดีนั้นผู้เสียหายไม่เอาความ นายป๋องถึงรอดคุก จนกระทั่งในปีเดียวกันก็ไปก่อเหตุยิงถล่มพยายามฆ่า และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ตนก็มีส่วนในการจับกุมและยังเป็นพยานศาลในการดำเนินคดีกับนายป๋องอีกด้วย“ดาบษร” เปิดใจไม่ใช่ลูกพี่ไอ้ป๋องส่วนกรณีที่ปรากฏชื่อ “ดาบษร” อดีตตำรวจที่ถูกโยงเป็นลูกพี่นายป๋อง จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าเป็นอดีตตำรวจสังกัดฝ่ายสืบสวน สภ.ห้วยใหญ่ ก่อนหน้านี้เคยอยู่ สภ.บางละมุง เกษียณอายุราชการเมื่อปี 57 ในยศร้อยตำรวจตรี ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พูดคุยกับ ร.ต.ต.เกษร หรือที่ชาวบ้านรู้จักว่า “ดาบษร” เจ้าตัวเปิดใจยอมรับว่าเป็นตำรวจที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ วันนี้ขอชี้แจงเพื่ออธิบายเรื่องราวทั้งหมดยืนยันว่าไม่ได้เป็นลูกพี่นายป๋องแน่นอนที่ผ่านมาเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.ห้วยใหญ่ เกษียณอายุราชการมา 12 ปี ตอนนี้อายุ 72 ปีแล้วเคยจับหลายครั้งไม่เข็ดหลาบ“ดาบษร” ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเคยจับกุมนายป๋องหลายต่อหลายครั้ง เฉพาะคดี สภ.ห้วยใหญ่ จับมาแล้ว 3-4 ครั้งยังไม่รวมในพื้นที่ สภ.บางละมุงอีก ส่วนใหญ่เป็นคดีลักขโมย ยาเสพติด ข่มขืนอนาจาร และทำร้ายร่างกาย จำได้ว่าสมัยวัยรุ่นนายป๋องเป็นคนเกเร แต่ไม่ได้มีพฤติกรรมโหดเหี้ยมอย่างปัจจุบัน นายป๋องเปลี่ยนไปมากโหดร้ายกว่าแต่ก่อน แต่ทุกครั้งที่จับกุมก็ไม่เคยต่อรองหรือเอาอะไรมาแลกเปลี่ยน ยอมติดคุกโดยดี นายป๋องกลัวตนมาก ที่ผ่านมาเคยสั่งสอนหลายรอบให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี ทำไมมึงเอาคุกเป็นบ้านเลย ให้หยุดซะ แต่ก็ไม่เข็ดหลาบสาบานต่อหน้าไฟ “ผมเกลียดมัน”อดีตตำรวจวัยเกษียณยืนยันว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเป็นนายสั่งการหรือให้นายป๋องเป็นนิ้วตามที่ถูกกล่าวหา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตามข้อมูลในโลกออนไลน์และไม่เคยโอบอุ้มอะไรไอ้ป๋องมันเลย ขอสาบานต่อหน้าไฟว่าไม่มีส่วนเป็นลูกพี่นายป๋อง “ผมเกลียดมัน” ก่อนหน้านี้รู้ตัวอยู่แล้วว่ายังไงต้องมีเรื่องมาถึงตัวแน่นอนจากกระแสโซเชียลเพราะทุกคนรู้ว่าตนทำงานเกี่ยวกับการสืบสวนจับกุมยาเสพติดมาเยอะ ส่วนจะมีตำรวจนายอื่นที่เป็นลูกพี่นายป๋องหรือไม่ก็ให้ไปถามเอาเองว่าเป็นใคร ท้ายที่สุดยืนยันได้ว่านายป๋องไม่เคยมาหาตน จะเจอกันเฉพาะถูกจับกุมเท่านั้น ไปถามพวกกำนันผู้ใหญ่บ้านได้เลย สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมองว่าเป็นพฤติกรรมที่อุกอาจเกินไป ไม่คิดว่าจะโหดเหี้ยมขนาดนี้ปรับพื้นที่เตรียมสแกนหาศพเพิ่มที่สวนมะพร้าวริมถนนมอเตอร์เวย์สายใหม่ (กรุงเทพฯ-มาบตาพุด) กม.ที่ 139 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จุดที่ฝังศพพ่อแม่ลูก ตำรวจประสานเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา เข้าดำเนินการตัดหญ้าและปรับพื้นที่บริเวณโดยรอบ แม้ยังไม่มีการชี้แจงภารกิจอย่างเป็นทางการ แต่แหล่งข่าวระบุว่าในวันที่ 6 ส.ค. เจ้าหน้าที่เตรียมนำเครื่องสแกนลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณดังกล่าวอีกครั้ง หลังจากการสอบสวนในตอนแรกพบว่านายป๋อง และนายธง ผู้ต้องหาในคดี ให้การชี้จุดสำคัญภายในพื้นที่ไม่ตรงกันถึง 2 จุด จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางเข้าตรวจสอบเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่าจะมีศพอื่นเพิ่มอีกหรือไม่ รวมทั้งค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมประกอบสำนวนคดี ขณะเคลียร์พื้นที่อยู่นั้น พบเสื้อยืด ขวดน้ำ และกล่องข้าวตกอยู่ในป่า ยังไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใดจับตาพฤติกรรมอาจโดนย้ายคุกมีรายงานถึงความเป็นอยู่ของนายป๋องภายในเรือนจำพิเศษพัทยาว่า ยังคงปรับตัวแต่อยู่ได้เพราะที่ผ่านมาเข้าออกเรือนจำและรับโทษนานกว่า 7 ปีก็ผ่านมาแล้ว ส่วนการดูแลความปลอดภัยของนายป๋องเป็นไปตามขั้นตอนปกติที่ราชทัณฑ์ต้องให้ความดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ต้องขังทุกราย แม้ว่าจะเป็นผู้ต้องขังในคดีโทษร้ายแรงก็ตาม ส่วนจะมีแนวโน้มได้ย้ายไปคุมขังยังเรือนจำความมั่นคงสูง หรือซุปเปอร์แม็กซ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ต้องขังระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำว่ามีความประพฤติไม่ดี หรือมีการกระทำผิดวินัยผู้ต้องขังจนเป็นที่กังวลของเพื่อนผู้ต้องขังรายอื่นๆและผู้คุมหรือไม่ ถ้ามีพฤติกรรมกระด้าง กระเดื่อง ดื้อรั้น สร้างความเดือดร้อน ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล มีความพยายามจะหลบหนี หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงในเรือนจำจึงจะมีการย้ายผู้ต้องขังรายนั้นไปคุมขังยังเรือนจำความมั่นคงสูงกรมราชทัณฑ์แจงปมแดนสนธยากรมราชทัณฑ์ออกเอกสารชี้แจงกรณีมีการให้สัมภาษณ์พาดพิงระบุว่าเป็น “แดนสนธยา ตรวจสอบยาก” เป็นแหล่งยกระดับอาชญากรและไม่สามารถพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังได้ มีการปล่อยตัวผู้พ้นโทษกลับสู่สังคมโดยไม่มีการคัดกรอง ขอชี้แจงทำความเข้าใจว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง โครงสร้างการบริหารงานเรือนจำยุคใหม่มีการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล “ข้อกำหนดแมนเดลา” (Mandela Rules) มีกระบวนการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังอย่างเป็นระบบ มีการประเมินสุขภาพจิต พฤติกรรมความเสี่ยงและแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำตามหลักวิชาการ โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มิใช่การใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลในการพิจารณาปล่อยตัวหรือลดโทษย้ำพัฒนาพฤตินิสัยไม่ให้ทำผิดซ้ำปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังในทุกมิติ ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาคุณธรรมและจิตใจ การฝึกอบรมทักษะวิชาชีพ การสร้างวินัย การปรับเปลี่ยนทัศนคติ ตลอดจนการส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตภายหลังพ้นโทษ เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถประกอบอาชีพสุจริตและดำรงชีวิตร่วมกับสังคมได้อย่างเหมาะสม โดยสิทธิและประโยชน์ต่างๆที่ผู้ต้องขังได้รับตามกฎหมายและระเบียบราชการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแรงจูงใจในการปรับปรุงแก้ไขตนเองและสนับสนุนกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัย มิใช่เป็นการผ่อนปรนโดยปราศจากหลักเกณฑ์ สถิติตัวเลขแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาพฤตินิสัยสามารถออกไปประกอบอาชีพสุจริตและไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก สำหรับผู้ต้องขังที่มีพฤติการณ์หรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของสังคม ก่อนการปล่อยตัวจะประเมินความเสี่ยงและจัดทำข้อมูลเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ติดตาม ดูแล เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำและสร้างความปลอดภัยแก่สังคมทุกภาคส่วนร่วมคืนคนดีสู่สังคมกรมราชทัณฑ์เห็นว่าการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำมิใช่ภารกิจของหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใด หากแต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และสังคม ในการร่วมสนับสนุนการคืนคนดีสู่สังคม และสร้างโอกาสให้ผู้พ้นโทษสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมั่นคง อันจะเป็นการลดโอกาสการหวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอย่างยั่งยืน ขอให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงและเข้าใจถึงภารกิจในการดำเนินงานซึ่งมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองความปลอดภัยของสังคมกับการเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดที่สามารถปรับปรุงแก้ไขตนเองได้กลับมาเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคม พร้อมทั้งยินดีน้อมรับฟังข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นและคำติชมเพื่อนำไปพัฒนาการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนต่อไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่