ชื่อหนึ่งในนิยายกำลังภายใน...ที่ชอบมากคือ เทพมารสะท้านภพ...ผมใช้เป็นสำนวนเปรียบเปรย...ถึงใครต่อใคร...ที่ “แสบสัน” ทั้งด้านดีด้านร้ายมานาน ด้วยเหตุเพราะ “มาร” เรามักใช้คู่ “ยักษ์” เขี้ยวโง้ง น่าเกลียดน่ากลัวจนเมื่อได้อ่านเรื่อง “จอมมาร ณ คืนวิสาสะ” ในหนังสือสุเมรุ จักรวาล (เมืองโบราณ พิมพ์ มี.ค.2569) จบ ต้องเปลี่ยนความเข้าใจ “ฯพณฯมาร” ทั้งหลายไปอีกมุมศรัณย์ ทองปาน เริ่มต้นว่า เหนือจากสวรรค์ชั้นดุสิต จะถึงสวรรค์ชั้น “นิมมานรดี” เทวดาในสวรรค์ชั้นนี้ หากปรารถนาสิ่งใด เนรมิตได้ดังใจ ฮือ! แค่นี้ ถ้าเป็นมนุษย์ก็สุขหนักหนาสูงจากนิมมานรดีขึ้นไปอีกชั้นถึงสวรรค์ชั้นหก ชื่อสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี นี่คือสวรรค์ชั้นสูงสุดของกามภูมิ เทวดาชั้นนี้สุขยิ่ง ขึ้นไปอีก ต้องการสิ่งใดก็ไม่ต้องออกแรงเนรมิต เพราะจะมีเทวดาชั้นล่างคอยเนรมิตให้“คล้ายพ่อครัวที่รู้ว่านายชอบอาหารชนิดไหน จึงจัดให้ถูกปากได้ทันที ว่างั้น!”แต่ข้อพิเศษที่เราดูเหมือนจะรู้ แต่ไม่ค่อยรู้จริง สวรรค์ชั้นนี้มีการแบ่งการปกครองออกเป็นสองฟาก คือมีฟากเทพ และฟากมาร แยกขาดไม่ข้องเกี่ยวกันฟากเทพ “ปรนิมมิตวสวัตตีเทวราช” เป็นหัวหน้า ส่วนฟากมารควบคุมโดย “พระยามาราธิราช”ชื่อหลังผมฟังคุ้นๆหู ศรัณย์ ทองปาน เล่าต่อ พระยามาราธิราช จากสวรรค์ชั้นหกนี่เอง ที่รับหน้าที่ลงไปทดสอบบารมีของพระโพธิสัตว์ หรือที่เรารู้กันแล้วว่า คือ “พญามาร” ที่มาผจญพระพุทธเจ้าที่จริงพญามารเคยขวางหน้าห้าม เมื่อตอนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (ออกบวช) มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ห้ามไม่สำเร็จระหว่างพระมหาโพธิสัตว์บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ งานนี้เป็นงานใหญ่ระดับพญามารต้องตัดสินใจขึ้นประทับเหนือช้างชื่อ “คีรีเมขล์” นำทัพมารมาขับไล่พระโพธิสัตว์ให้ลุกหนีจากโพธิบัลลังก์เมื่อคืนก่อนตรัสรู้แล้วก็ต้องแตกพ่ายไปอีกภาพเหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนนี้ คือฉาก “มารผจญ” มีเขียนไว้ตามอุโบสถหลายแห่ง โดยมากมักอยู่บนผนังด้านตรงข้ามพระพุทธรูปประธานเรารู้จักพระพุทธรูปปางแสดงอาการ ขณะทรงตรัสรู้ “ปางมาร วิชัย” คือมีชัยชนะเหนือมาร ก็ตอนนี้ยังๆ งานของพญามารยังไม่จบ นับจากนั้นไปอีก 45 พรรษาในวันเพ็ญเดือน 3 พระชนมายุ 80 ปี พญามารก็กลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าอีกครั้ง ทูลเตือนให้เสด็จปรินิพพาน พระพุทธองค์ทรงรับอาราธนาแล้วทรงปลงอายุสังขารกำหนดล่วงหน้าสามเดือนนับแต่นี้ พระองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ วันเพ็ญเดือน 6 ที่เมืองกุสินาราพญามารมิได้เป็นปีศาจร้ายที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับความดี ทว่าเป็นเทวดาชั้นสูง เพียงแต่ท่านรับเป็นธุระตามหน้าที่ ทดสอบบารมีพระโพธิสัตว์แต่ก็มีบางคัมภีร์เล่า พระพุทธองค์เคยทรงประทานพยากรณ์ ในภายภาคหน้าจะมีสาวกรูปหนึ่ง คือ พระอุปคุต ไปทรมานพญามารให้ละพยศ แล้วจะได้ตั้งความปรารถนาอธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตศรัณย์ ทองปาน จบเรื่องพญามารแค่นี้ ผมขอต่อหน่อยเดียว เรื่องเล่าเรื่องหลังนี้ย้ำชัด...งานพญามารเป็นงานส่งเสริมบารมีพระพุทธเจ้า เมื่อรู้กันแล้ว เราจึงควรเข้าใจ และใช้คำเรียก “มาร” ในความหมายใหม่...ความหมายที่ตรงข้ามกับที่เคยใช้ส่วน “ยักษ์” นั้น เรื่องจริงๆในรามเกียรติ์ ทศกัณฐ์เจ้าลงกา เป็นลูกหลานพรหม เหนือเทวดาขึ้นไปอีก...แต่ภาพของจอมยักษ์กักขฬะ ลูกใครเมียเขาไม่เคยเว้น...ก็เห็นจะให้เขาเป็นยักษ์เขี้ยวโง้งต่อไป ส่วนใครจะเปลี่ยนนิสัยให้เป็นยักษ์ใจบุญ รับงานเฝ้าวัดแจ้ง วัดโพธิ์ วัดอรุณ หรือที่กำลังนิยมกัน เป็นท้าวเวสสุวรรณ ก็แยกให้เป็นยักษ์ดีเป็นรายๆไป ก็แล้วกัน.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม