เสียงร่ำไห้ใต้โบสถ์วัดแม่ลาหลวงและหยดน้ำตาของชาวบ้านขุนแม่สองที่ต้องหามผู้ป่วยเสียชีวิตกลางทางคือภาพสะท้อนของ “ความจริง” อีกด้านในดงลึก ณ ชายแดนเสาหิน จังหวัดแม่ฮ่องสอนเมื่อถนนเส้นเล็กๆที่ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อต่อลมหายใจชาวบ้าน ...กลายเป็นชนวนเหตุ “ช้างชนช้าง” ระหว่างอำนาจรัฐกับกลุ่มผลประโยชน์ จนถูกตีตราว่าเป็นเส้นทางฟอกขาวไม้เถื่อนและยาเสพติด?“บ้านเสาหิน” ชายแดนที่ถูกลืมบนเส้นทาง “โคตรหิน” เรื่องราวที่สะท้อนผ่านมุมมอง ภาสกร จำลองราช “สำนักข่าวชายขอบ” เว็บไซต์ www.transbordernews.in.th พร้อมทีมข่าวบุกลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริง ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากของประชาชนหลายพันคนถูกทอดทิ้งไว้ในพื้นที่ดงลึกแม้หมู่บ้านเหล่านี้ตั้งมาก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ของทางการ แต่พวกเขากลับถูกกีดกัน ด้วยเงื่อนไขของกฎหมาย ทำให้การพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆถูกละเลยมายาวนาน ทั้งๆที่พวกเขาคือ “พลเมืองไทย” ที่ควรได้รับบริการจากรัฐเช่นเดียวกับคนทั่วไป บ้านเสาหิน อ.แม่สะเรียง แม้จะมีสถานะเป็นจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนติดกับรัฐคะเรนนี หรือกะเหรี่ยงแดง ประเทศพม่า แต่การเดินทางไปที่นั่นกลับเหมือนย้อนยุคไปนับร้อยปี เส้นทางระยะทาง 90 กิโลเมตรจากตัวอำเภอ ต้องวิ่งลัดเลาะไปตามลำห้วยที่เต็มไปด้วยก้อนหินใหญ่โดยเฉพาะ...ฤดูฝนที่น้ำหลาก เส้นทางนี้จะถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิงเมื่อถนนเดิมใช้งานไม่ได้ ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงเส้นทางเท้ามรดกตกทอดระหว่าง “ห้วยกองเป๊าะ–ขุนแม่สอง” ซึ่งตั้งอยู่บนสันดอยเพื่อหนีน้ำหลาก แต่การขยับไถหน้าดินเพียงไม่กี่กิโลเมตรในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (ขสป.) แม่ยวมฝั่งขวา กลับกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตระดับประเทศชนวนเหตุความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่รัฐบุกเข้าตรวจสอบวัดแม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย เพื่อยึดไม้แปรรูป โดยอ้างว่าเป็นไม้ที่ได้จากการลักลอบตัดในพื้นที่ ขสป. เพื่อทำถนนเส้นใหม่ ทว่า...ภาพที่เห็นกลับเป็นพลังศรัทธาของชาวบ้านที่ลุกขึ้นสู้ ปิดล้อมเจ้าหน้าที่ไม่ให้เอาไม้ไป“ไม้พวกนี้ชาวบ้านเก็บหอมรอมริบมา 13 ปี เพื่อสร้างโบสถ์ บางคนร้องไห้เพราะหามาเองกับมือ อาตมาเองก็น้ำตาไหล เกือบช็อกที่เห็นความศรัทธากลายเป็นจำเลย” พระครูอนุสิฐธีรคุณ เจ้าอาวาสวัดแม่ลาหลวง กล่าวด้วยความสะเทือนใจ ปัจจุบันวัดต้องปิดล้อมด้วยสแลนดำและเร่งปูพื้นโบสถ์ให้เสร็จภายใน 20 วัน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่าไม้เหล่านี้มีอยู่ก่อนนานแล้ว ไม่ใช่ไม้เถื่อนจากการตัดถนนอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง“อาตมาคิดว่าหากเราซ่อนไว้หรือทำให้ไม้หายไป จะเป็นข้อครหาว่าเราซุกซ่อน จึงขอแรงญาติโยมว่าใน 20 วันนี้ปูพื้นและฝาให้เสร็จ น่าปลื้มใจมากหลังเกิดเหตุ 2 วัน ญาติโยมมากันจากทุกสารทิศ ทุกหมู่บ้าน ทั้งจาก อ.แม่สะเรียง อ.ขุนยวม น่าภูมิใจมากเลย...เราไม่ได้โดดเดี่ยว แม้แต่ชาวบ้านจาก อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ก็มา” นี่คือพลังศรัทธาจากหัวใจของชาวบ้านพระครูอนุสิฐธีรคุณ ย้ำว่า โบสถ์แห่งนี้ยืดเยื้อมา 13 ปี ไม้ที่เก็บไว้ได้ 10 กว่าปีแล้ว เป็นไม้ที่ชาวบ้านนำมาทำบุญและกองรวมไว้ใต้โบสถ์ จนเจ้าหน้าที่มาตรวจ พร้อมกล่าวหาว่าเป็นที่พักไม้“เรายังไม่เคยไปเห็นเลยว่าเขาทำถนนตรงไหน เขาโยงใย กุข่าวเพื่อกลบอะไรมั้ย เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าเห็นชาวบ้านเยอะปวดหัว ชาวบ้านบอกว่าไม้สร้างโบสถ์จะเอาไม้ไปทำไม พวกเขาหาไม้กันมาเอง เก็บหอมรอมริบกันไว้ ทำไมจึงจะเอาไป อาตมาเองก็น้ำตาไหลเลย เกือบช็อก เราอุตส่าห์เก็บไม้กันมาตั้งสิบปี”จากการลงพื้นที่สำรวจของ “สำนักข่าวชายขอบ” พบว่าถนนเส้นปรับปรุงใหม่คือ “เส้นเลือดใหญ่” ของชาวบ้าน เป็นเรื่อง..นาทีชีวิต เป็นความจริงอันเจ็บปวดว่าที่ผ่านมามีผู้ป่วยเสียชีวิตระหว่างส่งโรงพยาบาลนับไม่ถ้วน เพราะการเดินทางในลำห้วยใช้เวลานานและสะเทือนจนคนป่วยทนไม่ไหว เป็นเรื่อง...การศึกษาที่ถูกตัดขาด ครู ตชด. บ้านวาทู ระบุว่าในหน้าฝนแทบออกไปไหนไม่ได้ ต้องรอเฮลิคอปเตอร์ส่งอาหารให้เด็กๆเท่านั้น เป็นเรื่อง...ระบบนิเวศที่แท้จริง ชาวบ้านยืนยันว่าการใช้ถนนบนสันดอยช่วยรักษาระบบนิเวศลำน้ำประปาภูเขาได้ดีกว่าการเอารถไปวิ่งย่ำในลำห้วยทุกวันทีมข่าวได้ใช้เส้นทางแม่ลาน้อยสู่บ้านห้วยกองเป๊าะ ก่อนเข้าสู่ถนนเส้นปรับปรุงใหม่ใน ขสป.แม่ยวมฝั่งขวามีจุดสกัดหรือด่านของ อส. 1 แห่ง และหน่วยย่อยของ ขสป.แม่ยวมฝั่งขวา โดยก่อนหน้านั้นได้ประสานขออนุญาตเข้าไปเก็บข้อมูลเนื่องจากถนนเส้นนี้อยู่ในคดีความและถูกปิดแต่ทาง ขสป.จะอนุญาตให้ผ่านได้เมื่อมีเหตุเร่งด่วนหรือฉุกเฉินย้ำว่า..ถนนเส้นปรับปรุงใหม่ เดิมเป็นเส้นทางเท้าระหว่างหมู่บ้านที่ใช้กันมาช้านาน และชาวบ้านเรียกร้องให้มีการปรับปรุงให้ใช้เป็นเส้นทางปกติมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่ออดีตหัวหน้า ขสป.คนเดิมขอให้มีการทำประชาคมหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านเห็นชอบกันทุกครัวเรือนประเด็นสำคัญมีว่า...ภาพข่าวที่ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์คือภาพการโอบกอดไม้ต้นใหญ่พร้อมสร้างฉากความเสียหายเกินความเป็นจริงเสมือนมีไม้นับร้อยๆต้นถูกทำลาย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ ขสป.ครั้งใหญ่ ทำให้ชาวบ้านตกเป็นจำเลยของสังคม เส้นทางปรับปรุงใหม่มีระยะทางที่สั้นกว่าเส้นทางที่ชาวบ้านใช้ทุกวันนี้ ที่สำคัญคือเป็นไปได้ยากมากที่จะใช้รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อขนแร่ข้ามผ่าน เพราะลำพังแค่รถเปล่าหรือมีคนนั่งไม่กี่คน ยังข้ามผ่านด้วยความทุลักทุเล หากเป็นรถหนักจึงแทบไม่มีโอกาสใช้ถนนเส้นนี้ข้ามได้นี่คือการต่อสู้ระหว่าง “กฎหมายอนุรักษ์ที่แข็งทื่อ” กับ “สิทธิในการมีชีวิตอยู่ของพลเมือง” ท่ามกลางเกมอำนาจที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่ใช้ “ชาวบ้าน” และ “วัด” เป็นตัวประกัน?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม