เรื่องของ ราคาน้ำมันและการขาดแคลนน้ำมัน ต้องแยก เป็นสองประเด็น เรื่องของราคาน้ำมัน มีอยู่สองขั้นตอนคือ ราคาน้ำมันดิบโลก และ ราคาหน้าโรงกลั่น บวกค่าขนส่งและการตั้งราคาของสถานีบริการน้ำมันราคาน้ำมันดิบโลก เป็นราคามาตรฐานสากลที่อ้างอิงจากตลาดน้ำมันดิบ เบรนท์ ตลาดเวสท์เท็กซัส และตลาดดูไบ อย่างเช่นสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบตลาดเบรนท์อยู่ที่ 96.47ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เวสท์เท็กซัสอยู่ที่ 91.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และตลาดดูไบอยู่ที่ 127.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บวกเพิ่มมากที่สุดถึงบาร์เรลละ 38.95 ดอลลาร์ สาเหตุที่ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบบวกสูงขึ้นก็มาจากผลกระทบของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางการขนส่งน้ำมันมีปริมาณ 1 ใน 5 ของโลก และไทยก็อิงราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบเป็นส่วนใหญ่ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบแพงขึ้น เมื่อนำมากลั่นในโรงกลั่นในประเทศทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศก็สูงขึ้น เมื่อราคาหน้้าปั๊มสูงขึ้นสถานบริการน้ำมันก็ขึ้นราคาตามต้นทุนที่แพงขึ้นเป็นที่น่าสังเกตว่า ในจำนวนโรงกลั่นที่มีอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่อยู่ในการดูแลของภาครัฐ คือ ปตท.กับบางจาก สามารถที่จะควบคุมราคาจำหน่ายไม่ให้สูงเกินไปจนส่งผลกระทบกับเงินเฟ้อ และค่าครองชีพของประชาชน โดยวิธีการชดเชยราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจากเงินกองทุนน้ำมัน ซึ่งจะมีข้อจำกัดเรื่องของเวลา และจำนวนเงินในการชดเชย สามารถทำได้ในระยะสั้นๆเท่านั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ค่อยๆลอยตัวไปจนถึงจุดที่รัฐบาลสามารถรับมือได้ เช่นดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 33 บาท แต่ถ้าสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไปอีกเป็นเดือนเป็นปี ก็ต้องขยับเพดานราคาน้ำมันสูงขึ้นเรื่อยๆ และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกที่แท้จริงในที่สุดซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า วิกฤติพลังงานจะไปถึงจุดไหน แต่ที่ต้องตั้งรับคือ ราคาน้ำมันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การชดเชยราคาน้ำมันของภาครัฐจำเป็นจะต้องมีการกำหนดมาตรฐานกันใหม่ รวมถึงการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมทั้งทัศนคติที่ว่าภาวะสงครามอยู่ไกลจากประเทศไทยจะไม่มีผลกระทบต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเกิดสงครามในภูมิภาคใดก็ตาม จะมีผลกระทบไปทั่วโลก ที่ยังต้องเฝ้าระวังอีกอย่างก็คือ สงครามการก่อการร้าย ที่เคยสร้างความหายนะทางเศรษฐกิจมาแล้วส่วนเรื่องของน้ำมันขาดแคลน มีอยู่สองกรณีศึกษาคือ ความตื่นตระหนกของประชาชนที่ไปเติมน้ำมันมากกว่าปกติ จะเรียกว่ากักตุนเสียเลยทีเดียวก็ไม่ได้ อีกประเภทคือ น้ำมันที่หายไปจากสถานีบริการผิดปกติจากการขนส่งครั้งละ 18,000 ลิตร เหลือ 6,000-8,000 ลิตรต่อครั้ง หายไปที่ไหน โรงกลั่น Jobber หรืออยู่ในสถานีบริการเรียกว่าการกักตุนอย่างเต็มปากเต็มคำ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม