คงเป็นเพราะเห็นขายได้เลยขายดี “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” เลยพึ่งบริการ “เดอะแบก” ในสารพัดโจทย์รัฐบาล วาระร้อนๆของประเทศ ทั้งราย “รองฯอ้วน” สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ผลุบโผล่ไปทั่วทิศ เดี๋ยวไปเจรจาหาซื้อปุ๋ยหลายประเทศ อีกวันไปเชื่อมตะวันออกกลาง เดี๋ยวเดียวแวะไปยินดีรัฐบาลใหม่เมียนมา แล้วก็โผล่มารอรับอาเฮียมหาอำนาจในไทยเล่นครบทุกบท ดีลสัมพันธ์ ถ่วงดุลบิ๊กโลก กระทั่งเจรจาค้าขาย หาลู่ทางเติมปุ๋ย เติมน้ำมัน แบ่งเบาภาระให้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ที่ถนัดเฝ้าถ้ำไลฟ์สด ออกอีเวนต์ในประเทศและมืออาชีพที่เรตติ้งอาจไม่วูบวาบ ฉูดฉาด แต่เป็นอีก “เดอะแบก” อย่าง “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลังที่อยู่ในใจ “นายกฯอนุทิน” เพราะดีกรีขุนคลังเอก จัดเต็มเข้าสูตรแทบทุกเรื่องล่าสุด เรื่องออก “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ก็เข้าเป้า อธิบายได้จบครบทุกเม็ด แผนกู้เป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง แม้ปริ่มกรอบหนี้สาธารณะ แต่ก็จำเป็นในขณะนี้ โยกงบฯไม่เข้าเป้า งบกลางร่อยหรอไม่พออัดฉีดเมื่อจำเป็นต้องใช้เงิน ในภาวะประเทศเจอแรงกระแทกสงคราม ทั้งเรื่องพลังงาน ต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพและชีวิตชาวบ้าน จึงถึงคิว “ดร.เอก” รับบทใหญ่แถลงแจกแจงชัด หั่นเงินกู้ใช้ครึ่งๆ 2 แสนล้านไว้บรรเทาแรงกระแทกต่อประชาชน รีบกู้หาเงินเอาไว้ให้เต็มมือผู้นำ เปิดหัวจ่าย อัดฉีด 60-40 “ไทยช่วยไทยพลัส” อีก 2 แสนล้าน กันไว้ปรับโครงสร้างพลังงานประเทศคนดูทางบ้านเข้าใจ หยวนๆ รัฐบาลกู้เงินมาช่วยอิ่มท้อง แต่จะมีบ้างที่คาใจในโปรแกรมด่วน เร่งอะไรนักกับการใช้เงินมหาศาลเพื่อไปสู่พลังงานทางเลือกเช่นเดียวกับพรรคฝ่ายค้าน 2 ค่ายหลัก พรรคประชาธิปัตย์และค่ายประชาชนไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้ นอกจากทักท้วง เสนอแนะคิวกู้เงินเร่งด่วน มองรอบด้านหรือไม่ เตรียมแผนสำรองไว้กับภัยสงครามระยะยาวหรือเปล่า เพราะใช้กระสุนเปลือง ถ้าวิกฤติลากยาวจะยุ่งอีกทางหนึ่ง วันนี้ 2 ค่ายปีกฝ่ายค้าน เตรียมเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ เร่งออก พ.ร.ก.กู้เงิน จำเป็นด่วนจัดแค่ไหน ผิดกติการัฐธรรมนูญหรือไม่ แผนกู้หนี้ยืมสินอาจสะดุดไปบ้างต้องรอให้เข้าแง่ง ลุ้นผลตีความกันอีกอึดใจอย่างไรก็ดี มีอีกคิวเสี่ยงของทั่นรองนายกฯเทคโนแครตเศรษฐกิจ กับอภิมหาโปรเจกต์ 1 ล้านล้านบาท ที่จู่ๆนายกฯก็ตั้งเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ขีดเส้น 3 เดือนให้จบปมร้อน “แลนด์บริดจ์” ที่เสียงต้านคัดค้านดังขึ้นทุกที จนผู้นำต้องตัดสินใจ “หรี่ไฟ” ดึง “เผือกร้อน” จากมือ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ที่รับผิดชอบโดยตรงเบรกคิวระแวง ไม่ให้ขุมทรัพย์แลนด์บริดจ์กลายเป็นของหวานทานง่ายรายการนี้จะมองว่าสะดุดก็ไม่แปลก จะมองว่ารัฐบาลถอยก็ไม่ผิด แต่ถ้ามองมุมดีว่าเพื่อความรอบคอบก็ต้องชื่นชม เพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์คัดค้าน เป็นเรื่องที่ต้องนำไปอยู่ในฐานข้อมูลเพื่อพิจารณา ทั้งความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจกับการลงทุนมหาศาล ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติการท่องเที่ยว วิถีชีวิตชุมชนที่สำคัญจะช่วยยกระดับเป็น “ศูนย์กลางภาคขนส่ง” อัปเกรดสู่ “ฮับโลจิสติกส์” จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ที่สำคัญคือมิติความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ กับแผนแลนด์บริดจ์ที่มีคนติดเบรก ให้ระวังความเสี่ยง จะกลายเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน” ดึงประเทศเป็นจุดศูนย์กลางความขัดแย้งแห่งใหม่ของโลกไทยกะล่อนทอง รับแรงกดดัน “บิ๊กๆโลก” ไม่ไหวแน่เป็นอีกเรื่องที่ทีมศึกษา “เผือกร้อนแลนด์บริดจ์” คงต้องเอกซเรย์ โดยเฉพาะตัวแทนฝ่ายความมั่นคงประเทศ เช่น สมช. ที่อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้คงต้องช่วยชั่งน้ำหนักรอบด้าน ชงเสนอข้อมูล “ดร.เอก”จัดให้เต็มให้ครบ ส่งต่อผู้นำ “เคาะครั้งสุดท้าย”ให้สะพานบก สะพานเศรษฐกิจแลนด์บริดจ์เชื่อมโลกเป็นทางเลือกของโลก ทางรอดของประเทศเปลี่ยน “วิกฤติ” ให้เป็น “โอกาส” อย่างแท้จริงไม่ใช่ทำให้ “โอกาส” ในวันนี้ เป็น “มหาวิกฤติ” วันหน้า.ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม