นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยกรณีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ถึงการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกจำนวนมากว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นการรวมกลุ่มกันของบุคคล เพื่อสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ซึ่งบริหารจัดการในรูปแบบคณะกรรมการ มีนายทะเบียนท้องที่คือนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือนายกเทศมนตรีสำหรับ เทศบาล และนายทะเบียนกลางคืออธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กำกับดูแล ส่งเสริม ตรวจสอบถ่วงดุลกันอยู่ ปัจจุบันมีสมาคมที่จดทะเบียนถูกต้องยังคงดำเนินกิจการอยู่อย่างเข้มแข็ง 3,839 แห่ง ข้อมูลย้อนหลังปี 2568 ถึง ม.ค.2569 มีเพียง 10 แห่งเลิกกิจการโดยเป็นมติที่ประชุมคณะกรรมการ เนื่องจากบางแห่งไม่มีสมาชิก สถานะการเงินไปไม่ได้ ขาดคณะกรรมการบริหาร เหตุดังกล่าวเป็นการเลิกโดยสมัครใจ และบางแห่งมีพฤติการณ์ที่เห็นว่าไม่สุจริต กรณีนี้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเลิก อย่างไรก็ตาม เมื่อเลิกกิจการก็ต้องแจ้งนายทะเบียนประจำท้องที่ และส่งเรื่องถึงนายทะเบียนกลางคืออธิบดี สค.เพื่อนำลงประกาศเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นก็เข้าสู่การชำระบัญชี ทรัพย์สิน หนี้สิน เพื่อตรวจสอบให้ครบถ้วน ปลัด พม. กล่าวด้วยว่า การเป็นสมาชิกสมาคม ไม่ได้เป็นการออมทรัพย์ หรือฝากเงินหรือการประกันชีวิต แต่เป็นการตกลงช่วยกันกรณีเกิดเสียชีวิต เหมือนการช่วยเงินทำศพ เงินเหล่านี้ก็ถูกมอบให้กับญาติหรือทายาทสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกคืน จะมีเฉพาะกรณีจ่ายเงินสมทบล่วงหน้าเช่น จ่ายไป 100 บาท แต่มีการช่วยเงินทำศพไปแล้ว 80 บาทและเกิดการเลิกสมาคมก็นำเงินที่เหลือ 20 บาทคืนให้สมาชิก อย่างไรก็ตาม ตนได้มอบหมายให้อธิบดีสค.ประสานนายทะเบียนประจำท้องที่สำรวจสมาชิกสมาคมที่เลิกกิจการที่เดือดร้อนมีจำนวนเท่าไหร่ เข้าใจว่าสมาคมที่เลิกโดยมติที่ประชุมเป็นการตกลงระหว่างสมาชิกจึงไม่น่าจะมีปัญหา ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจการดำเนินงานของสมาคมมีกฎหมายรองรับ และข้อเท็จจริงไม่ได้มีการเลิกทั่วราชอาณาจักร มีการเลิกเพียงแค่ 10 แห่งเท่านั้น การเผยแพร่ข่าวซึ่งไม่เป็นความจริงก่อให้เกิดความตระหนกก็ต้องระมัดระวัง อาจจะมีความผิดทางอาญาได้.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่