นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า มติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ให้เริ่มนำร่องวัคซีน PCV เป็นการตัดสินใจภายใต้วงเงินงบประมาณที่มีอยู่จริงที่ได้รับจากสำนักงบประมาณ 225 ล้านบาท โดยวัคซีน PCV ต้องฉีด 3 เข็ม/คน (อายุ 2, 4, 12 เดือน) จึงต้องพิจารณาราคาจัดซื้อ และจำนวนเด็ก เพื่อให้บริการได้อย่างครอบคลุม โดยเมื่อคำนวณแบบคร่าวๆ หากราคาประมาณหลักร้อยบาทต่อเข็ม เด็กหนึ่งคนจะมีต้นทุนพันกว่าบาทซึ่งรวมบริการการฉีดด้วย ทำให้วงเงินที่เตรียมไว้ไม่พอ ครอบคลุมเด็กได้เพียงแสนกว่าคน ขณะที่เด็กเกิดใหม่ทั้งประเทศมีประมาณ 4 แสนคน/ปี จึงไม่สามารถให้วัคซีนครอบคลุมเด็กทุกคนในคราวเดียวกันได้ และในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีหลักการสำคัญคือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่ด้วยข้อเท็จจริงเรื่องวงเงิน จึงต้องเริ่มแบบนำร่อง เพื่อให้เดินหน้าได้จริง“การเลือกพื้นที่นำร่องทำตามเกณฑ์วิชาการ ได้แก่ พื้นที่/เขตที่มีอุบัติการณ์สูงและมีความพร้อมด้านระบบบริการ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาว่าเลือกตามเขตพื้นที่การเมืองหรือฐานเสียง ระหว่างนำร่อง สปสช.จะดำเนินการต่อรองราคาให้ดีที่สุด และเก็บข้อมูลผลลัพธ์จริง ติดตามประเมินผลร่วมกับหน่วยงานวิชาการของรัฐ เช่น สวรส., กรมควบคุมโรค และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้การตัดสินใจขยายผลอยู่บนข้อมูลที่ชัดเจน รอบด้าน และอธิบายต่อสังคมได้” นพ.จเด็จกล่าวและว่า สปสช.ไม่ได้หวงงบ แต่งบ 225 ล้านบาท เป็นวงเงินที่ตั้งไว้แล้วและได้รับจริง ไม่ใช่การไปนำเอาเงินจากบริการของกลุ่มอื่นมาเพิ่ม และหากต้องการให้ครอบคลุมมากกว่านี้ต้องมีการจัดสรรกันอย่างเป็นระบบ.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่