คดี “ฟอกเงิน-แชร์ลูกโซ่” คือการเล่นกับ “จิตวิทยา ความโลภ” และ “ความไว้วางใจ” ทำไมคนถึงตกเป็นเหยื่อ?...“อาชญากรแชร์ลูกโซ่” มักใช้กลไกทางจิตวิทยาที่เฉพาะเจาะจงเพื่อลดทอนตรรกะของเหยื่อ เริ่มจาก... “การคล้อยตามสังคม” มนุษย์มีแนวโน้มจะทำตามสิ่งที่คนหมู่มากทำ เมื่อเห็นคนใกล้ชิดหรือ “คนดัง” ร่วมลงทุน ความระมัดระวังจะลดลงทันทีถัดมา...การใช้บุคคลที่มีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ เช่น อดีตข้าราชการ ดารา หรือผู้เชี่ยวชาญปลอม มาสร้างความชอบธรรมให้ระบบ พุ่งเป้าสร้างเงื่อนไขว่า “โอกาสนี้มีจำกัด...ถ้าไม่ลงตอนนี้จะเสียดายภายหลัง”ต่อเนื่องด้วย... “ความเสียดายต้นทุน” เมื่อเหยื่อเริ่มลงเงินไปแล้วและเริ่มรู้ตัวว่าอาจถูกหลอก พวกเขามักจะยอมจ่ายเพิ่มเพื่อ “ประคอง” ระบบไว้ โดยหวังว่าจะได้เงินคืนซึ่งนี่คือ...จุดที่การ “ฟอกเงิน” เริ่มต้นขึ้นเพื่อดึงเงินออกไป ในคดีแชร์ลูกโซ่...การฟอกเงินเปรียบเสมือน “เครื่องฟอกขาว” ที่เปลี่ยนเงินจากการฉ้อโกงให้กลายเป็นทรัพย์สินที่ดูถูกกฎหมาย โดยมี 3 ขั้นตอนหลัก หนึ่ง... “การนำเงินเข้าระบบ” นำเงินสดจำนวนมากจากการหลอกลวงเข้าสู่ระบบธนาคารผ่านบัญชีม้าสอง... “การยักย้ายถ่ายเท” สร้างธุรกรรมที่ซับซ้อน เช่น การโอนเงินไปมาระหว่างหลายบัญชี...การซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการลงทุนในธุรกิจบังหน้า เพื่อให้ตรวจสอบต้นทางได้ยาก สาม...การนำเงินกลับมาใช้ นำเงินที่ “สะอาด” แล้วกลับมาซื้อทรัพย์สินหรูหรา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความรวยมาล่อลวงเหยื่อรายใหม่ น่าสนใจว่า...วงจรนี้จะวนกลับไปหาพฤติกรรมศาสตร์ในข้อแรก วนๆเวียนๆ...เป็นวัฏจักรปัญหาสำคัญคือ “ความเร็ว” อาชญากรมักย้ายเงินออกไปต่างประเทศหรือเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไม่กี่นาที ขณะที่ “กระบวนการทางกฎหมาย” ต้องใช้เวลาในการสืบสวน ประสานงาน จับกุมในปัจจุบันประเด็นสำคัญมีอีกว่า “พฤติกรรมหน้าฉาก” ของผู้กระทำผิดมักจะเน้นการทำกิจกรรมที่ทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ...การบริจาคการกุศล เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางสังคม ก็ยิ่งทำให้ยากต่อการตกเป็น “ผู้ต้องสงสัย” ในสายตาประชาชนทั่วไปหลายคนเข้าใจผิดว่า “ฟอกเงิน” คือเรื่องของมาเฟีย ยาเสพติด หรือแก๊งข้ามชาติ แต่ในความเป็นจริงคือ...ใครก็ตามที่ “รู้หรือควรรู้” ว่าเงินนั้นมาจากการกระทำผิด แล้วช่วย...โอน รับ ฝาก ซ่อน แปลงสภาพ หรืออำพรางที่มา คนนั้นเข้าข่ายฟอกเงินทันที โดย...ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของขบวนการเอาว่าไม่จำเป็นต้องได้เงินเยอะ แค่ “ช่วยโอน–รับฝากบัญชี–เป็นนอมินี” ก็โดนคดีมีความผิดได้เต็มข้อและโทษของคดีฟอกเงินก็หนัก จำคุกสูง ยึดทรัพย์ทั้งหมดแม้ไม่ใช่ทรัพย์จากคดีโดยตรง คดีแพ่ง...ไม่มีอายุความแบบที่หลายคนเข้าใจ ข้างต้นนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ฟอกเงิน” เป็นเงามืดที่หนักกว่า “การโกง”พลิกแฟ้มคดีใหญ่ๆที่เป็นข่าว มักไม่ได้เริ่มจากอาชญากรมืออาชีพ แต่เริ่มจากคนธรรมดาที่คิดว่า “ไม่น่ามีอะไร” พฤติกรรมอันตราย เช่น ให้ยืมบัญชีเพราะ “เขาเป็นญาติ”...รับโอนเงินจำนวนมากโดยไม่รู้ที่มา...ชวนคนลงทุนต่อเพราะ “เราได้เงินจริง”...เชื่อคำอ้างว่า “ถูกกฎหมาย มีบริษัท มีทะเบียน” สิ่งเหล่านี้คือบันไดขั้นแรกสู่ผู้ต้องหา จาก “เหยื่อ”...กลายเป็น “ผู้ร่วมขบวนการ” โดยไม่รู้ตัว ผู้สันทัดกรณีมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ฝากไว้ว่า...ทั้งหมดเหล่านี้คือพฤติกรรมเสี่ยง ที่คนธรรมดามักพลาดคำถามสำคัญมีว่า ทำไม? คนถึงตกเป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าคำตอบ...ไม่ได้อยู่ที่ “ความโง่” แต่อยู่ที่ “ความโลภผสมความหวัง”“เศรษฐกิจฝืด...รายได้ไม่พอ...อยากรวยเร็ว...อยากมีทางลัด... แชร์ลูกโซ่รู้จุดอ่อนนี้ดี จึงใช้เรื่องราวความสำเร็จปลอมๆ ภาพรถหรู บ้านหรู...มากระตุ้นอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง...เมื่ออารมณ์นำเหตุผล กฎหมายก็จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ถูกนึกถึง”กรณีศึกษาหลายคดีดังเมื่อ “ชื่อเสียง” ถูกใช้เดินบนเส้นทางสีเทา เมื่อ “ความเชื่อใจ” ถูกเปลี่ยนเป็น “มูลค่าความเสียหาย”...ในช่วงปี 2567-2569 วงการบันเทิงไทยสั่นสะเทือนด้วยคดีความใหญ่ที่เกี่ยวพันกับคนดังระดับประเทศ ซึ่งแต่ละกรณีสะท้อนพฤติกรรมศาสตร์ที่น่าสนใจนับหนึ่งมหากาพย์ “The iCon Group” (2567)...กรณีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ดาราไม่ได้เป็นเพียง “พรีเซนเตอร์” แต่ถูกยกระดับเป็น “บอส” หรือ “ผู้บริหาร” มีดาราแถวหน้าถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนและแชร์ลูกโซ่...ใช้ภาพลักษณ์ “ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ” และความใจบุญมาจูงใจคนให้มา “เรียนรู้วิธีรวย”เปิดประสบการณ์ในราคา...หลักสิบ ก่อนจะปิดการขายด้วยการให้สต๊อกสินค้า...หลักแสนถัดมา...คดี “Forex–3D” และการฟอกเงิน คดีประวัติศาสตร์ที่ลากยาวถึงปัจจุบัน นำไปสู่การจับกุมดาราและดีเจชื่อดังหลายราย มิติฟอกเงิน...การตรวจสอบเส้นทางการเงินพบการยักย้ายถ่ายเทเงินจากเหยื่อไปซื้อสินทรัพย์หรู เช่น รถซุปเปอร์คาร์ นาฬิกา อสังหาริมทรัพย์ในชื่อคนใกล้ชิด เพื่อปกปิดแหล่งที่มาจนนำไปสู่การ...ยึดทรัพย์ระดับพันล้านบาทและกรณีล่าสุด “ดาราดัง” (ธ.ค.68-ม.ค.69) รายงานระบุว่า ตกเป็นผู้ต้องหาข้อหาฉ้อโกงและแชร์ลูกโซ่ มูลค่าความเสียหายนับร้อยล้านบาท จากการชักชวนลงทุน...แม้เจ้าตัวจะให้การปฏิเสธ แต่ตำรวจ ปอศ.ได้ส่งข้อมูลให้ ปปง.ดำเนินคดีฟอกเงินและอายัดทรัพย์สินทันที เพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเทเตือนภัย...เตือนใจ ท่องไว้ให้แม่นๆไม่ให้หลงกลตกเป็น “เหยื่อ”...อย่าเชื่อภาพลักษณ์มากกว่าใบอนุญาต...คนดังคนมีชื่อเสียงโพสต์รวย ไม่ได้แปลว่าธุรกิจนั้นรวยจริง...คำนวณผลตอบแทนตามความเป็นจริงหากเกิน 10% ต่อปีโดยการันตีว่า “ไม่มีความเสี่ยง” ให้ฟันธงไว้ก่อนว่านั่นคือ...“กลลวง”แล้วก็อย่าลืมว่าในโลกของกฎหมาย...ชื่อเสียงใช้ค้ำประกันความบริสุทธิ์ไม่ได้ และความไม่รู้ก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการพ้นผิด.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม