ลมหายใจที่เราคิดว่า “ธรรมดา” อาจเป็นลมหายใจที่กำลังพา “โรคร้าย” เข้าสู่ร่างกายทีละนิด…โดยไม่รู้ตัว “ฝุ่น PM 2.5”...อนุภาคเล็กจิ๋ว เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 25 เท่า ไม่มีกลิ่น ไม่เห็นชัด แต่ร้ายแรงกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่เพียงลอยอยู่ในอากาศ....หากแต่...แทรกซึมเข้าสู่ปอด ลึกถึงถุงลม และไหลเข้าสู่ กระแสเลือดโดยตรงข้อมูลข้างต้นนี้ไม่ใช่คำขู่ แต่คือข้อเท็จจริงทางการแพทย์ งานวิจัยขนาดใหญ่ที่ติดตามประชากรกว่า 7 ล้านคน พบว่า ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ค่าฝุ่น PM 2.5 สูง มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุเพิ่มขึ้นประมาณ 8%ประเด็นสำคัญมีว่า...ตัวเลข 8% อาจฟังดูไม่มาก แต่เมื่อ คูณกับประชากรทั้งประเทศ นั่นหมายถึงคนจำนวนมหาศาลที่กำลัง “ป่วย” และ “ตาย” ก่อนเวลาอันควร“ฝุ่น PM 2.5...ร้ายกว่าที่คิด...รักชีวิตต้องระวัง!” อาจารย์ สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดประเด็น พร้อมย้ำว่า “ฝุ่น PM 2.5” คือต้นเหตุของการเกิดการอักเสบ การเกิดอนุมูลอิสระ ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ และเป็นมะเร็งปอดคำถามสำคัญมีว่า แล้ว...กลไกคืออะไร? คำตอบคือ “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)” มีแนวโน้มที่จะเดินทางลงลึกผ่านถุงลมปอดเข้าไปในกระแสเลือดได้ง่ายขณะที่ร่างกายกำจัดออกได้ยาก ส่วนฝุ่นละออง PM 10 โดยทั่วไปจะสะสมอยู่ในทางเดินหายใจส่วนบนโดยฝุ่นทั้งสองชนิดจะมีสารพิษเกาะอยู่ในเนื้อฝุ่น ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการอักเสบและทำความเสียหายต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนและปอดได้สารก่อมะเร็งในอากาศ เช่น สารประกอบอะโรมาติก, โพลีไซคลิก (PAHs) โลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม และอนุภาคจากไอเสียที่ปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์ดีเซลมักเกาะติดกับฝุ่นละออง สารเหล่านี้สามารถทำลายเนื้อเยื่อของปอดและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในปอดซึ่ง...อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งองค์กรด้านสุขภาพระหว่างประเทศที่สำคัญหลายแห่งรวมทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดประเภทสารพิษเหล่านี้ว่าเป็น “สารก่อมะเร็ง” จากการวิจัยในประเทศอังกฤษพบว่าสารพิษในฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดการอักเสบ เกิดอนุมูล อิสระ และสร้างความเสียหายต่อเซลล์ปอดได้“...การสูดดมสารมลพิษทางอากาศสามารถกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและทำให้เกิดการอักเสบได้ เมื่อเวลาผ่านไปการอักเสบที่เรื้อรังอาจทำลายเซลล์ปอดและลดความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของเซลล์ได้” ถัดมา...สารมลพิษหลายชนิดในฝุ่น PM 2.5 จะส่งเสริมการเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกาย อนุมูลอิสระเป็นอะตอมหรือโมเลกุลที่ไม่เสถียรซึ่งสามารถทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อได้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลไว้ว่า อนุมูลอิสระมีบทบาทในการพัฒนาของโรคมะเร็งผ่านภาวะเครียดออกซิเดชัน...เมื่อมีการผลิตอนุมูลอิสระเกินกว่ากลไกการป้องกันสารต้านอนุมูลอิสระของร่างกาย...ความเครียดออกซิเดชันคือ ภาวะที่ร่างกายมีอนุมูล อิสระมากเกินกว่าที่ระบบสารต้านอนุมูลอิสระจะกำจัดได้ทันส่งผลให้เกิด “ความไม่สมดุล” และ “ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ” รวมถึง “DNA” และ “โปรตีน” นำไปสู่ความเสื่อม ของเซลล์และเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น มะเร็ง อัลไซเมอร์ เบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้นตอกย้ำในการศึกษาปี 2023 นักวิจัยใช้ข้อมูลทางระบาดวิทยา จากกลุ่มประชากร 4 กลุ่ม ในสหราชอาณาจักร แคนาดา ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเกิด มะเร็งปอดและการสัมผัสกับ PM 2.5 พบว่า...“การเกิดมะเร็ง ในปอดในสัตว์ทดลองอย่างถาวรเป็นผลมาจากปฏิกิริยาการอักเสบ ที่ยืดเยื้อในเนื้อเยื่อปอดที่ถูกกระตุ้นโดยอนุภาคขนาดเล็ก”สอดคล้องกับคำเตือนจากแพทย์หลายๆท่านที่ยืนยันตรงกัน ว่า “PM 2.5” ไม่ได้ฆ่าคนในวันเดียวแต่มันค่อยๆบ่อนเซาะร่างกาย สะสมวันละนิด...จนวันหนึ่งหัวใจวาย เส้นเลือดสมองแตก หรือมะเร็งปอดมาเยือนทุกครั้งที่ค่าฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร...ความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้นกว่า 20%...ความเสี่ยงเส้นเลือดสมองตีบหรือแตกเพิ่มขึ้นกว่า 20%... ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง มีอาการกำเริบและเสียชีวิตง่ายขึ้นพูดง่ายๆคือ ฝุ่นไม่ได้ทำให้ป่วยเฉพาะทางเดินหายใจ แต่มันทำลายระบบไหลเวียนเลือดทั้งร่างกายน่าสนใจด้วยว่า “เด็ก” คือ “เหยื่อเงียบ” ที่น่าห่วงที่สุด รายงานด้านสาธารณสุขพบว่าเด็กไทยกว่า 13 ล้านคน อาศัยอยู่ ในพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน...เด็กที่สูดฝุ่นเข้าไปทุกวันมีแนวโน้มพัฒนาปอดไม่เต็มที่ เสี่ยงเป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ และโรคปอดเรื้อรังตั้งแต่วัยเยาว์นี่คือ...ความเสียหายที่ไม่ได้จบแค่วันนี้ แต่...ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิตถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่า...“ไม่ออกไปไหน อยู่ในบ้าน ก็ปลอดภัย” แต่ความจริงคือ PM 2.5 สามารถเล็ดลอดเข้าบ้าน ผ่านช่องประตู หน้าต่าง เสื้อผ้า ระบบระบายอากาศ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่...รถติด การก่อสร้าง โรงงาน การเผาในที่โล่งคือ แหล่งผลิตฝุ่นที่ทำให้คนเมืองต้องสูดอากาศเป็นพิษแทบทุกวันอีกทั้งตัวเลขที่น่ากลัวกว่าควันสีเทาคือการประเมินผลกระทบพบว่า “ฝุ่น PM 2.5” มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต ก่อนวัยอันควรนับหมื่นรายต่อปีในประเทศไทย คนเหล่านี้ไม่ได้ตายในข่าวอุบัติเหตุ ไม่ได้มีภาพสะเทือนใจ แต่ค่อยๆจากไปด้วยโรคเรื้อรังที่สะสมจากอากาศที่เราหายใจในวันที่ฝุ่นยังไม่หายสิ่งที่เราทำได้คือลดความเสี่ยงให้มากที่สุด “รักชีวิต...อย่าชะล่าใจ”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม