เพราะบทเรียนจากการระบาดครั้งใหญ่ของโรคโควิด-19 ในอดีต ทำให้วันนี้คนไทยหวาดผวากับโรคติดต่อเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ภายหลังมีข่าวจากประเทศอินเดีย ต้นกำเนิดของการระบาดมีรายงานพบผู้ติดเชื้อ ผู้สัมผัสใกล้ชิดในรัฐเบงกอลตะวันตก ทำให้เกรงว่าจะเกิดการระบาดใหญ่ลุกลามมายังประเทศไทยได้แต่จนถึงวันนี้ ก็ยังถือว่าเบาใจได้ในระดับหนึ่ง เมื่อทางการอินเดียและประเทศใกล้เคียงออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดเข้มข้น ขณะที่ประเทศไทยยังไม่พบรายงานการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อจากไวรัสที่มากับสัตว์ปีกกินผลไม้อย่างค้างคาวชนิดนี้ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิดทั้งการคัดกรองเชื้อ การกักกันโรคในทุกช่องทางการเข้า-ออกประเทศ โดยเฉพาะทางด้านสนามบินพาณิชย์ต่างๆ การเตรียมความพร้อมมาตรการทางสาธารณสุข ทั้งตรวจสอบการแพร่ระบาดในพื้นที่ต่างๆ การควบคุมโรคระหว่างประเทศ หรือหากตรวจพบก็มีการเตรียมการสถานที่สำหรับการกักโรค และการรักษาพยาบาลรวมทั้งการติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง รวมทั้งการสื่อสารกับประชาชน โดยเฉพาะการป้องกันตัวเองให้หลีกเลี่ยงจากการติดเชื้อ เนื่องจากโรคชนิดนี้ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกันเป็นเรื่องดีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย สั่งการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างเข้มข้น กระนั้นก็ดี กรณีนี้เป็นเรื่องที่ยังไว้วางใจไม่ได้ เพราะไวรัสชนิดนี้ยังมีโอกาสแพร่ระบาดได้ง่าย นอกจากเรื่องพาหะทั้งจากสัตว์ ผลไม้ และอาหาร ก็ยังมีความเสี่ยงในเรื่องการติดต่อจากคนสู่คนที่สำคัญคือ ในโลกยุคปัจจุบันมีการเดินทางไปมาหาสู่ การติดต่อธุรกิจค้าขาย การท่องเที่ยวระหว่างประเทศ การขนส่งสินค้าข้ามแดน ทำให้ต้องมีมาตรการในการคัดกรอง ตรวจสอบ และควบคุมกันอย่างละเอียดในแทบทุกจุด ในขณะที่ยังเป็นเรื่องยากในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่จะซีลปิดทุกช่องทางเข้า-ออก ของประเทศรวมทั้งที่พูดถึงรูปแบบการบูรณาการหน่วยงาน นำแนวทางปฏิบัติดูแลทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ก่อนการเกิดโรค One Health มาใช้ หลายฝ่ายจึงอยากให้มีการใช้รูปแบบนี้ขยายครอบคลุมทุกเรื่อง เพราะจากบทเรียนโรคระบาดร้ายแรง การป้องกันไม่ใช่เรื่องตื่นตระหนกเกินเหตุ แต่เป็นเรื่องที่ต้องตั้งอยู่ในความ ไม่ประมาท.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม