ปัญหาผู้สูงอายุติดเตียง ผู้ป่วยเรื้อรังหรือผู้พิการที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นความท้าทายสำคัญของ “สังคมไทย” ที่กำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างเต็มตัว ภาระการดูแลที่หนักอึ้งมักตกอยู่กับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งหลายครั้งต้องแบกรับทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และเศรษฐกิจทำให้เกิดภาวะตึงเครียด และ...อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทั้ง “ผู้ป่วย” และ “ผู้ดูแล”เวทีประชุมชี้แจงประเด็น “การบริหารค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อเป็นค่าจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน” หรือ “Caregiver” ปีงบประมาณ 2568 ให้กับเทศบาลและหน่วยบริการ จัดโดย สปสช.ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองเล็กๆในเรื่องนี้ นพ.วีระพันธ์ ลีธนะกุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บอกว่า การประชุมชี้แจงครั้งนี้ สืบเนื่องจาก “บอร์ด สปสช.” ได้รับทราบ “มติ ครม.” โครงการค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล พ.ศ.2568และเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การจ่ายค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงฯ พ.ศ. …ให้เกิดการจ้างงานใหม่ในระดับพื้นที่เพื่อให้เทศบาลดำเนินการจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อให้การดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพตามสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยให้ สปสช.บริหารจัดการงบประมาณสำหรับจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ผ่านการกำกับดูแลของเทศบาลและหน่วยบริการในพื้นที่ สปสช. จึงต้องสร้างความเข้าใจ...ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติการจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงให้กับ อปท. และหน่วยบริการ เพื่อให้เดินหน้าตามนโยบายอย่างถูกต้องดร.ดุสิต ศรีโคตร ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนนโยบายการจัดระบบหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ เสริมว่า เป้าหมายโครงการฯ เพื่อให้เกิดการจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง 18,587 ราย...ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง 106,807 คน โดยคุณสมบัติผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าร่วมโครงการฯ คือหนึ่ง...ต้องเป็นบุคคลที่ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หรือหลักสูตรอื่นที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสอง...ไม่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐหรือในรัฐวิสาหกิจ หรือบุคคลซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยได้รับค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการเป็นประจำ และ สาม...มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงของ อปท.นั้นส่วนอัตราจ้างหากผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงของกรมอนามัย 70 ชั่วโมง จะได้รับค่าจ้าง 5,000 บาทต่อเดือน รวมไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี แต่หากผ่านการอบรมหลักสูตรมากกว่า 70 ชั่วโมง จะได้รับค่าจ้าง 6,000 บาทต่อเดือน หรือไม่เกิน 72,000 บาทต่อปีเน้นย้ำว่า...หลักการใช้งบประมาณจ้างจะเป็นค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง นอกเหนือจากงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในส่วนของค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง และเป็นค่าบริการสาธารณสุขให้กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ เพื่อใช้เป็นค่าจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน โดยท้องถิ่นไม่ต้องสมทบเงินเพิ่มเติมวีระชัย ก้อนมณี ผู้ทรงคุณวุฒิ สปสช. ย้ำว่า การจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในโครงการนั้น เทศบาล และ อบต. ต้องร่วมกับหน่วยบริการสำรวจกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการดูแลทั้ง “รายเดิม” และ “รายใหม่” เพื่อเตรียมการจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงหากพบว่ากลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่มีผู้ช่วยเหลือดูแล ให้ อปท. จัดหาผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ตามคุณสมบัติที่กำหนดและเข้าสู่การจ้างงานตามนโยบาย แต่หากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ทั้งหมดได้รับการดูแลจากผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงครบแล้ว เพื่อให้การดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้น...ขอให้ อปท.ประสานกับผู้จัดการการดูแลด้านสาธารณสุข (Care Manager หรือ CM) ในการทบทวนภาระงานของผู้ช่วยเหลือดูแลรายเดิมและปรับตารางการปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลฯเพิ่มเติมตามนโยบาย โดยไม่ให้เวลาการดูแลซ้ำซ้อนกันนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บอกอีกว่า การจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (Caregiver) นี้ต้องไม่เกิดการจ้างงานซ้ำซ้อนและการจ่ายยังคงยึดตามหลักการโอนงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งหมายรวมเมืองพัทยาและกรุงเทพมหานคร“เดิมทีระบบการสร้าง Caregiver จะเป็นในลักษณะอาสาสมัคร ซึ่งเป็นระบบที่ไม่จูงใจมากพอ เพราะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ต้องใช้ทักษะและใช้เวลาดูแลอย่างยาวนาน ดังนั้นงบประมาณส่วนนี้ที่ สปสช.ได้รับมอบจะดำเนินการเพื่อจ้าง Caregiver”น่าสนใจว่าประโยชน์นอกจากจะทำให้เกิดระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างการจ้างงานในประเทศด้วย ถึงตรงนี้แม้ว่า “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (Caregiver)” จะเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ เช่น การสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนถึงบทบาทของ Caregiver การพัฒนาหลักสูตรการอบรมให้มีความทันสมัย...ครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อขยายผลยั่งยืนนอกจากนี้ยังนับรวมถึงการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาคุณภาพ Caregiver เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงทุกคนจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุดในบ้านตนเองนี่คืออีกการลงทุน เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงการดูแล มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม