“ปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้น ฝนมาช้า ฝนทิ้งช่วง อากาศแล้ง ร้อนจัด เกษตรกรคาดว่าปริมาณน้ำอาจไม่เพียงพอตลอดรอบการผลิตข้าวนาปี เกษตรกรจึงลดเนื้อที่ปลูกข้าวและปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ราบนาดอน การระบายน้ำไม่ท่วมขัง เพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อยกว่าข้าว ประกอบราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เลยส่งผลทำให้ภาพรวมเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างลดลงร้อยละ 1.39 ลงมาอยู่ที่ 4,240,420 ไร่ จากเดิมที่ปลูกกันอยู่ที่ 4,300,055 ไร่ แต่พอในช่วงปลายกันยายน-ตุลาคม เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากเข้าแปลงนาข้าว ทำให้เนื้อที่เก็บเกี่ยวลดลงร้อยละ 2.64 เหลือแค่ 4,060,847 ไร่ จากเดิมปีเพาะปลูก 2565/ 66 พื้นที่เก็บเกี่ยวมีอยู่ 4,212,552 ไร่ ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เหลือแค่ 554 กก. จากเดิมที่เคยได้ไร่ละ 568 กก. ลดลงร้อยละ 2.47” นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) เปิดเผยผลผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2566/67 ในเขต 6 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง พิษณุโลก, สุโขทัย, แพร่, อุตรดิตถ์, น่าน และตาก ที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญนอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตในแต่ละช่วง ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เมล็ดข้าวลีบ และในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ผลผลิตเน่าเสียหาย ทำให้ปริมาณผลผลิตรวมลดลงร้อยละ 5.93 มาอยู่ที่ 2,249,464 ตัน จากเดิมปีเพาะปลูก 2565/ 66 อยู่ที่ 2,391,271 ตัน รักษาราชการแทน ผอ.สศท.2 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ผลผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2566/67 ของ 6 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เริ่มออกสู่ตลาดแล้วมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 ไปจนถึงกุมภาพันธ์ 2567 แต่จะออกมามากที่สุดในเดือนพฤศจิกายน 2566สำหรับสถานการณ์การตลาดข้าวไทยปี 2566 ราคาข้าวเปลือกเจ้า ณ ความชื้น 15% อยู่ระหว่างตันละ 10,870-12,200 บาท สูงกว่าปีที่ผ่านมา ที่อยู่ระหว่าง 8,200-9,200 บาท ทั้งนี้ เป็นไปตามกลไกตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งปริมาณสต๊อกข้าวในประเทศที่ลดลง ความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ สต๊อกข้าวและกลุ่มธัญพืชโลกที่ยังมีน้อย รวมทั้งมาจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน โรคระบาดในพืชต่างๆ คลื่นความร้อนในแหล่งผลิตข้าวรายใหญ่อย่างอินเดีย สงครามรัสเซีย-ยูเครน เลยทำให้หลายประเทศกำหนดมาตรการจำกัดการส่งออกข้าว.ชาติชาย ศิริพัฒน์คลิกอ่าน “ข่าวเกษตร” เพิ่มเติม