นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตา ตาแห้ง ตาล้า แสบตา เคืองตา ตาพร่ามัว โฟกัสได้ช้าลง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ หรือบางครั้งมีอาการปวดหลัง ปวดไหล่ หรือปวด ต้นคอร่วมด้วย และส่งผลต่อการนอนหลับได้ หากมีอาการที่เกี่ยวกับดวงตาร่วมกับการใช้งานจากหน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานานในแต่ละวันควรพบจักษุแพทย์พญ.พันธราภรณ์ ตั้งธรรมรักษ์ จักษุแพทย์ กล่าวว่า แสงสีฟ้าที่เป็นแสงที่พบได้จากแสงแดด มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ แสงสีฟ้ามีความกระเจิงแสง ทำให้เกิดความไม่สบายตาในการมองและมีผลต่อการนอนหลับยากขึ้น จักษุแพทย์มีคำแนะนำว่า เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปีไม่ควรใช้เวลาหน้าจอเลย ส่วนเด็กอายุ 1-2 ขวบ ใช้เวลาหน้าจอเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ช่วงอายุ 3-4 ขวบ ใช้เวลาหน้าจอไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน และในช่วงมากกว่า 5-13 ปี ใช้เวลาหน้าจอไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน สำหรับคำแนะนำในการดูแลลูกน้อยในขณะใช้หน้าจอ คือ 1.ควรพักสายตาเมื่อใช้หน้าจอ โดยใช้หลัก 20-20-20 โดยพักจากหน้าจอทุก 20 นาที พักสายตาโดยมองวัตถุที่ไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต และพักเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที 2.ปรับแสงสว่างให้เพียงพอ วางหน้าจอคอมพิวเตอร์ห่างประมาณ 25 นิ้ว 3.ควรพบจักษุแพทย์หากลูกมีอาการกะพริบตาบ่อย มองภาพไม่ชัด มีตาเข ปวด ศีรษะ ที่สำคัญสมองเด็กมีพัฒนาการที่เร็วมากในช่วงอายุ 2-3 ขวบปีแรก จึงควรให้เด็กๆได้เรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ดีกว่าจอคอมพิวเตอร์ หากเด็กบ่นปวดตา หรือแสบตา ตาแดง กะพริบตาบ่อย หรือเอามือขยี้ตา ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที.อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่