พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยถึงการใช้ความรุนแรงในสังคมไทยว่า การใช้ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหา ทั้งนี้ ปัญหาความรุนแรงมี 3 มิติ คือ 1.ทางกายด้วยการใช้กำลัง 2.ทางวาจาด้วยการใช้คำพูดส่อเสียด ก้าวร้าว ยั่วยุ และ 3.ทางจิตใจ เช่น การละเลย กักขัง หน่วงเหนี่ยว ส่วนผู้สนับสนุนให้ก่อความรุนแรงด้วยความสะใจนั้น ความสะใจก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาเช่นกัน อาจจะคลายความโกรธได้บ้าง แต่ก็อาจจะปลุกเร้าความโกรธและความรุนแรงให้ขยายวงกว้างไปยังกลุ่มใหม่ๆขึ้นได้ ทางสุขภาพจิตแนะนำให้แก้ปัญหาด้วยการใช้สติปัญญามากกว่าการใช้ความรุนแรง สติมาปัญญาก็จะเกิด ขณะเดียวกันไม่แนะนำให้มีการส่งต่อข้อมูลหรือเหตุการณ์ทางลบ ซึ่งจะขยายผลความเกลียดชังมากขึ้น ในทางกลับกันควรเลือกนำเสนอพื้นที่การสื่อสารที่เป็นเชิงบวกให้มากขึ้นผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการประเมินสภาพจิตใจคนไทยในช่วงที่กระแสการเมืองมีความรุนแรงหรือไม่อย่างไร พญ.อัมพรกล่าวว่า จากการประเมินสภาพจิตใจของสังคมเวลานี้ พบว่าประเด็นทางการเมืองไม่ค่อยมีผลกระทบต่อจิตใจมากเท่าไร อาจจะพบว่ามีความคิดเห็นต่างกัน มีอารมณ์โมโห แต่ไม่ได้เป็นอารมณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดทางการเมือง แต่ประเด็นที่มีผลต่อจิตใจถึงขั้นเจ็บปวดรุนแรง เช่น กรณีข่าวการเสียชีวิตของดาราสาว “แตงโม” รวมทั้งผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 รวมถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ จ.หนองบัวลำภู โดยเฉพาะช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบแนวโน้มความเครียดเพิ่มสูงขึ้นหลังผ่านพ้นจากโควิด-19 ต้องมาซ้ำเติมด้วยปัญหาน้ำท่วม เป็นตัวเร้าให้เกิดภาวะความเครียดมากขึ้น โดยพบผลกระทบมีการใช้ความรุนแรงทุกกลุ่มวัยสำหรับคำแนะนำในการดูแลสภาพจิตใจตนเองเมื่อมีความเครียดนั้น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า เราจะต้องรู้ให้เร็วว่าเครียดจากอะไร และจัดการกับต้นเหตุแห่งความเครียดนั้น ถ้ายังจัดการไม่ได้ก็ให้ใช้วิธีถอยตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้นก่อน และผ่อนคลายด้วยการทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจให้แข็งแรง และมองปัญหาด้วยความเข้าใจมากขึ้นซึ่งอาจทำให้แก้ไขปัญหาได้ดีกว่าเดิม หรือหากแก้ไขไม่ได้ก็อาจจะเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง หรือให้เวลาเป็นตัวคลี่คลายปัญหา โดยคิดเสมอว่าไม่มีอะไรที่เราก้าวข้ามไม่ได้ หรือพยายามหาตัวช่วย เช่น การปรึกษาสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 ซึ่งช่วงนี้มีการโทร.ปรึกษาเข้ามามากขึ้น.